สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน
สำหรับพระเวทย์ล้านนาฉบับนี้ก็ต้องขอแจ้งข่าวการมรณภาพของครูบาคำ
สํวโร วัดศรีดอนตัน ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน
ซึ่งหลวงปู่คำได้มรณภาพลง เมื่อวันพุธที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๔๙
เวลา ๑๓.๑๙ น.
ก็ขอแจ้งข่าวนี้แก่บรรดาลูกศิษย์หรือผู้ที่มีความเคารพในองค์หลวงปู่ได้ทราบโดยทั่วถึงกัน
และบทความในฉบับนี้ก็คงจะไม่มีเรื่องใดดีไปกว่าการได้เขียนถึงเรื่องราวของหลวงปู่เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่าน
และเรื่องราวในบางแง่บางมุมผมจะได้นำเสนอโดยละเอียด
ผู้เขียนขอย้อนเหตุการณ์การได้พบและฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่คำ
วัดศรีดอนตัน เมื่อประมาณเกือบห้าปีก่อน
มีอยู่ครั้งหนึ่งผมได้ไปทำธุระที่วัดบ้านอ้อย
ได้มีโอกาสพูดคุยกับหลวงลุงท่านหนึ่ง ซึ่งผมเรียกท่านว่าตุ๊ลุงปัน
ซึ่งตุ๊ลุงผู้นี้ท่านมาบวชเมื่ออายุมากแล้ว สมัยเป็นฆาราวาสท่านชื่นชอบที่จะไปตามวัดต่างๆ
ไปตระเวนหาครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียง มีอาคมขลัง
เรียกว่าได้ข่าวที่ใดเป็นต้องไป
เมื่อผมได้เจอผู้ที่ชื่นชอบสิ่งที่เหมือนกันเช่นตุ๊ลุงปันท่านนี้
จึงได้พูดคุยกันอย่างออกรส
ผมได้เรียนถามท่านไปว่า
ปัจจุบันนี้มีพระรูปใดที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กราบได้สนิทใจ
ท่านพูดรายชื่อมาปรากฏว่าผมเคยไปมาจนครบหมดแล้ว
ท่านนิ่งไปครูใหญ่จึงบอกว่า ครูบาคำ
วัดศรีดอนตัน ผมบอกไม่รู้จักท่าน
และได้สอบถามข้อมูลและเส้นทาง
จากนั้นอีกไม่กี่วันผมจึงได้นัดหมายคณะที่จะไปกราบหลวงปู่คำ
โดยได้ร่วมคณะไปกับพระภิกษุรูปหนึ่ง และลูกศิษย์ของท่านอีกสองคน
รวมเป็นพระหนึ่ง ฆาราวาสอีกสี่คน
ได้เดินทางโดยใช้เส้นทางสายสันกำแพงทะลุไปสายบ้านธิ
เลยวัดห้วยไซประมาณยี่สิบนาที จึงถึง ต.มะเขือแจ้
เมื่อไปถึงวัดศรีดอนตันปรากฏว่าวัดเงียบสงบ
ไร้ผู้คน
มองไปที่หอธรรมก็พบหลวงปู่ผู้เฒ่ารูปหนึ่งจึงเข้าไปกราบท่าน
สอบถามดูจึงทราบว่าท่านคือหลวงปู่ครูบาคำนั่นเอง
ชาวคณะได้ร่วมกันทำบุญและได้สอบถามท่านว่ามีวัตถุมงคลให้บูชาหรือไม่
ปรากฏว่าท่านไม่มีวัตถุมงคลใดๆ ให้บูชา มีเพียงผ้ายันต์โพธิ์ทอง
ซึ่งมีอยู่เพียงผืนเดียว แต่ละท่านที่ไปก็อยากได้ไว้บูชา
ภิกษุที่นำคณะไปกล่าวขึ้นว่า ท่านเป็นพระด้วยกัน
หลวงปู่ต้องให้ท่านแน่ๆ เลย หลวงปู่หายเข้าไปในห้องครูใหญ่
ผู้เขียนอยากได้ผ้ายันต์ผืนนี้มากจึงอธิษฐานในใจว่า
หากหลวงปู่ผู้นี้มีดีจริง รู้วาระจิตของคนจริง
ก็ขอให้ผ้ายันต์ผืนนี้แก่ผมเถิด
ท่านออกมาจากห้องพร้อมพระผงรูปครูบาศรีวิชัย
นำมามอบให้กับทุกคน ส่วนผ้ายันต์โพธิ์ทอง
ท่านหันหน้ามาทางผู้เขียนและบอกกับทุกคนว่า
ผ้ายันต์นี้ให้ใครไม่ได้ เพราะเป็นของผู้เขียน
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับการรู้วาระจิตของหลวงปู่
แต่ด้วยนิสับของผมเองนั้นเป็นคนที่เชื่ออะไร ยอมรับอะไรได้ยาก
แต่ถ้าเชื่อแล้วก็ยากที่ใครจะมาล้างความเชื่อของผมเช่นกัน
จากนั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ เป็นช่วงวันหยุด
ผมได้นัดหมายที่จะไปทำบุญกับท่านอีก
เมื่อไปถึงวัดปรากฏว่าพบกับชายท่านหนึ่ง
ถ้าผมจำไม่ผิดคิดว่าเป็นญาติของเณรแอ๊ดมาจากบ้านธิ
กำลังนั่งทานข้าวอยู่หน้าหอธรรม ชายท่านนี้ได้เล่าให้ผมฟังว่า
เขาเองเพิ่งทานข้าวเมื่อห้านาทีที่ผ่านมานี้เอง
เพราะเพิ่งเดินทางมาถึงวัด
เริ่มตักข้าวได้สามคำหลวงปู่ก็บอกว่าให้รีบๆ กิน
เดี๋ยวจะมีอาจารย์จากเชียงใหม่มาหาท่าน พูดไม่ทันขาดคำ
ผู้เขียนก็ขับรถเข้ามาจอดในวัด
นับเป็นครั้งที่สองที่หลวงปู่แสดงให้เห็นถึงการรู้ล่วงเหตุการณ์ให้ผมได้ประจักษ์
จากครั้งนั้นมา
ผมและคุณสุนันท์จะต้องไปกราบหลวงปู่ทุกเสาร์และอาทิตย์
ในสมัยนั้นวัดศรีดอนตันยังเงียบสงบ ผู้คนยังไม่ค่อยรู้จักหลวงปู่
ท่านอยู่แบบสมถะในหอธรรม โดยจำวัดอยู่กับเณรแอ๊ด
ยังหาผู้ปรนนิบัติอุปัฏฐากท่านไม่ได้
ครั้งหนึ่งผมเคยไปกราบท่านพร้อมกับคุณสมภพ ร้านภิญโญเภสัช
ท่านกำลังจะสรงน้ำ ก็เลยโชคดี ได้ร่วมสรงน้ำหลวงปู่กับคุณสมภพ
พอมาถึงปีพุทธศักราช 2546
ผมเริ่มสอบถามเก็บข้อมูลเรื่องราวประวัติของหลวงปู่
และได้ขออนุญาตตีพิมพ์ทางนิตยสารอุณมิลิตในเวลาต่อมา
ตลอดเวลาที่ผมได้มาเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่นั้น
นับเป็นความเมตตาอย่างที่สุดของหลวงปู่ที่มีต่อผม
ผมได้เห็นอภินิหารที่ใครๆ ไม่ค่อยได้พบเห็น น้อยคนนักที่จะโชคดี
เพราะหลวงปู่ไม่สนับสนุนอิทธิฤทธิ์ใดๆ
หากใครมาพูดแม้แต่เรื่องคาถาอาคม ท่านจะให้พรแล้วขอตัวทันที
ผมเคยสอบถามศิษย์รุ่นเก่าอายุเกือบจะหกสิบปีท่านหนึ่ง ชื่อว่า
พ่อหนานเสถียร สุขเหล็ก และพ่อสร้อย
ปัญโญเหียง เกี่ยวกับเรื่องอภินิหารต่างๆ ได้ความว่า
เรื่องหายตัวและย่นระยะทาง หลวงปู่เคยแสดงให้ปรากฏแก่ผู้ใกล้ชิด
อดีตสามเณรอ๋า มีศักดิ์เป็นเหลนของหลวงปู่ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า
ครั้งหนึ่งมีนักเขียนจากส่วนกลางคนหนึ่งมากราบหลวงปู่
และเรียนถามข้อมูลท่านเกี่ยวกับเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ
หลวงปู่ท่านกลับตอบว่า ท่านเป็นเพียง ตุ๊ลุงแก่ๆ
ไม่มีอะไรดี ไม่มีอิทธิฤทธิ์อะไรที่จะแสดงให้ดู
และบอกว่าของแบบนี้เขาไม่ทำกัน เป็นการอวดอุตริ
นักเขียนท่านนั้นบ่นให้คุณอ๋าฟังว่า เขาผิดหวังจริงๆ
หลวงปู่ไม่มีอะไรเลย ผู้เขียนได้ฟังเรื่องนี้แล้ว
นึกถึงคำพูดของหลวงปู่ได้ว่า ท่านเคยพูดเรื่องไก่ได้พลอย
ก็คงเป็นทำนองนั้นจริงๆ
เรื่องราวอภินิหารของหลวงปู่นั้น
เมื่อสิ้นบุญของท่านผมก็เขียนได้อย่างเต็มที่
เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะมีอะไรมากระทบถึงท่านได้อีกแล้ว
โดยเฉพาะเรื่องการรู้วาระจิตนี่ผมเชื่อว่าท่านทราบจริงๆ
ตอนท่านอาพาธครั้งแรกอยู่ที่โรงพยาบาลลำพูน
คุณสุนันท์เคยพูดกับผมว่าอยากได้เล็บของท่านไว้บูชา
แต่ผมว่าไม่เหมาะเพราะท่านกำลังอาพาธ แต่พอไปเยี่ยมท่าน
พบท่านยังไม่ทันอ้าปากพูดอะไรท่านก็บอกว่าช่วยหากรรไกรตัดเล็บให้หลวงปู่ด้วย
แล้วแบบนี้ผมจะไม่เคารพบูชาหลวงปู่ได้อย่างไร
เรื่องของหลวงปู่นั้น หากจะให้ผมเขียนจริงๆ
อีกสามฉบับก็ไม่จบ
แค่เรื่องวัตถุมงคลของท่านก็มีให้เล่าอย่างมากมาย
ครั้งหนึ่งผมขอคุณศุภชัย
อยู่ที่บริษัทยนตรกิจแกะแม่พิมพ์พระรอดและพระเลี่ยง
นำมากดเป็นพระได้ ๕๖ องค์
คือทำตามจำนวนคุณพระพุทธเจ้า
ผมได้นำพระชุดนี้ไปขอหลวงปู่อธิษฐานจิตประมาณยี่สิบครั้งด้วยกัน
หลังสุดพระกระโดดจากบาตรอยู่สององค์ จึงเรียกพระรุ่นนี้ว่า
รุ่นโดดบาตร
ปัจจุบันผมแจกไปจนเกือบหมด เหลือเป็นตัวอย่างแค่สามองค์
จึงกล้าเขียนเรื่องนี้ เพราะเดี๋ยวเขาจะหาว่าผมปั่นราคาพระ
ผู้ที่ผมเคยมอบให้ ขอให้รักษาไว้ให้ดีเพราะหาอีกไม่ได้แล้ว
ผู้ที่เข้าร่วมอุณมิลิตสัญจรคงจำได้ว่าผมมอบพระรุ่นนี้ให้หลายๆ
ท่าน หากยังไม่ได้รับก็ลองติดต่อทางหนังสือดูนะครับ
พระของหลวงปู่นี้ผมไม่เคยคิดค่าใดๆ ไม่มีค่าบูชาทั้งสิ้น
ผมให้แก่ผู้ที่รู้คุณค่าเท่านั้น
วัตถุมงคลอีกอย่างที่ผมทำใช้ส่วนตัว คือตระกรุด
รุ่นฟ้าสะท้าน ทำเอาไว้แค่สี่ดอก
เป็นเงินแท้หนักเกือบสามบาท ลงด้วยยันต์แก้วมณีโชติ
และเกราะเพชรพุทธเจ้า หลวงปู่ปลุกเสกให้หลายสิบครั้ง
จนตะกรุดเคลื่อนไหว วิ่งวนในบาตรน้ำมนต์ น่าอัศจรรย์จริงๆ
ตะกรุดชุดนี้ไม่ต้องสอบถามมานะครับเพราะหมดแล้ว
ผมเก็บเอาไว้ดอกหนึ่ง มอบให้คุณสุนันท์ไปดอกหนึ่ง
ให้พี่สาวที่อยู่นิวซีแลนด์ไปดอกหนึ่ง ดอกสุดท้ายมอบให้คุณณัฐพงษ์
วารินทร์ไป คิดเขาแค่ค่าเงินที่ตีตะกรุดเท่านั้นเอง
เรื่องวัตถุมงคลนี้ ผมว่าลองสอบถามทางวัดดู
ปัจจุบันแทบหมดไปจากวัด เพราะประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนั่นเอง สอบถามพระอาจารย์ประดิษฐ์
(๐๙-๗๐๑ ๓๖๔๕)
รักษาการเจ้าอาวาสวัดศรีดอนตันดูจะรู้เอง
ทั้งเรื่องประสบการณ์และเรื่องวัตถุมงคลว่าเหลือมากน้อยจริงหรือไม่
เดี๋ยวจะว่าผมปั่นราคาพระอีก
วัตถุมงคลของหลวงปู่คำนี้
หากจะเก็บสะสมหรือบูชาไว้เพื่อเป็นสิริมงคล
ผมจะแนะนำพอเป็นแนวทางนะครับ
เหรียญรุ่นหนึ่งสร้างโดยคณะศิษย์หลวงปู่ดู่ พระนครศรีอยุธยา
โดยมีคุณปุ้นเป็นแม่งานดำเนินการสร้าง
โดยแบ่งเป็นเหรียญเนื้อทองแดง ๖,๐๐๐ เหรียญ
เนื้อเงินแจกกรรมการ ๕๓ เหรียญ
เหรียญรุ่นนี้
ทางจังหวัดลำพูนจัดให้มีการประกวดเมื่องานประกวดพระเครื่องที่ผ่านมา
ประสบการณ์เหรียญรุ่นนี้มีมากมาย ล่าสุด พี่สำเริง อยู่ที่บ้านแจ๋ม
เหยียบงูเห่าไม่กัดเพราะอ้าปากไม่ขึ้น
ในคอของพี่สำเริงมีเพียงวัตถุมงคลของหลวงปู่เท่านั้น
ปัจจุบันเหรียญรุ่นนี้
มีผู้บูชาเหรียญกรรมการเนื้อเงินสู้ราคาถึงเหรียญละ
๑๕,๐๐๐ บาท ทั้งๆ
ที่เป็นพระใหม่สร้างเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน
๒๕๔๘ นี่เอง เหรียญเงินเท่าที่ผมรู้
อยู่ที่อาจารย์ประดิษฐ์อีกประมาณยี่สิบเหรียญ แต่ไม่เปิดให้บูชา
จะให้แก่ผู้ที่มาทำบุญหรือเป็นหัวหน้าสายทอดผ้าป่ากฐินให้หลวงปู่เท่านั้นเอง
อีกรุ่นหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำ
เพราะยังพอหาได้เพราะพิธีดีมากขลังสุดๆ
หลวงปู่ปลุกเสกร่วมกับพระเกจิคณาจารย์ของภาคเหนือที่มีชื่อเสียงก็คือ
พระสิงห์สะหรี๋พันต้น
ที่จัดสร้างโดยอุณมิลิต
เดิมสำนักพิมพ์ถวายวัดศรีดอนตันไว้จำนวนหนึ่ง
ตอนงานทำบุญสังขารหลวงปู่ คุณวีรวิทย์ คำพับ
และท่านผู้อำนวยการนิตยสารอุณมิลิตได้ถวายเพิ่มเพื่อหารายได้เข้าวัด
โดยคุณวีรวิทย์กรุณาส่งประคำสะหรี๋พันต้นจำนวน ๓
เส้น พระมัยมุณี ๒๐ องค์
พระสิงห์สะหรีพันต้นชุดกรรมการหน้าเงิน ๕
องค์ ตะกั่ว ๕ องค์ และอีก
๑๐๐ องค์เป็นหน้าทองจังโก๋
พระอาจารย์ประดิษฐ์ท่านฝากผมมาอนุโมทนาด้วยครับ
สำหรับพระสิงห์สะหรีพันต้นนี้
หากท่านใดต้องการบูชาก็สอบถามได้ที่พระอาจารย์ประดิษฐ์
อย่าช้านะครับเพราะเดี๋ยวจะหมด
ช่วงทำบุญหลวงปู่ผมเห็นของเหลือไม่มากเท่าไหร่
ผมเขียนแนะนำเพราะเดี๋ยวมีประสบการณ์ขึ้นมาจะหาบูชาไม่ได้
แต่หากอยากได้แบบฟรีๆ ก็ลองถามไปที่ทางหนังสือดู เขาคงพอมีแจกอยู่
(สำหรับสมาชิก)
ผมต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วมสร้างพระและวัตถุมงคลถวายหลวงปู่มาโดยตลอด
ที่ผมพอทราบก็มีคณะศิษย์หลวงปู่ดู่ ที่ผมรู้จักก็มีอาจารย์โต คุณนก
คุณปุ้น สามเณรต้อม วัดแม่ร่องน้อย พี่สำเริงบ้านแจ๋ม คุณเอกชาติ
ซึ่งคุณเอกชาติท่านนี้สร้างวัตถุมงคลรุ่นเจ้าสัวถวายหลวงปู่
มีผู้นำไปบูชาแล้วขึ้นพระธาตุ พระอาจารย์กฤษดา วัดสันพระเจ้าแดง
คุณสมชาย รองนายกเทศมนตรีชุมแสง นครสวรรค์ คุณวิทยา ปทุมมัง
พระอาจารย์ประดิษฐ์ อาภาธโร
ทุกท่านล้วนมีส่วนช่วยสร้างวัตถุมงคลแต่ละรุ่นถวายหลวงปู่
สำหรับเรื่องการมรณภาพของหลวงปู่นั้น
ผมจะเล่าให้ฟังเอาแบบย่อๆ นะครับ
ตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๘
ที่ผ่านมา หลวงปู่ท่านอาพาธและเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ
ซึ่งผมหากไม่ได้ไปเยี่ยม หลวงปู่จะคอยสอบถามจากคุณสุรชัย
นราองอาจเสมอ เพราะคุณสุรชัยหรือพี่เล็กท่านนี้
จะดูแลอุปัฏฐากหลวงปู่อยู่ตลอด
จนเป็นสะพานบุญนำผู้คนมาทำบุญกับหลวงปู่ มีทั้งคณะศิษย์หลวงปู่ดู่
คณะศิษย์หลวงปู่ครูบาวงศ์ วัดพระบาทห้วยต้ม หรือแม้แต่ศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
วัดท่าซุง ล้วนมาจากสะพานบุญของพี่เล็กผู้นี้แทบทั้งสิ้น
ครั้งสุดท้ายวันที่ ๑๕
เมษายน ที่ผ่านมา ช่วงใกล้เที่ยงผมเดินทางไปวัดศรีดอนตัน
เพื่อไปแสดงมุฑิตาจิตรดน้ำดำหัวตามประเพณีของชาวเหนือ
จึงได้ทราบว่าหลวงปู่อาพาธหนัก อยู่ในห้องไอซียูของโรงพยาบาล
อาการของท่านทรุดลงโดยตลอดจนวันที่ ๑๗
เมษายน ๒๕๔๙
คณะศิษย์ตัดสินใจนำหลวงปู่กลับวัด
ตามเจตนาที่ท่านเคยสั่งเอาไว้ว่าขอละสังขารที่วัด
อาการของท่านอยู่ในขั้นวิกฤติไร้การตอบสนอง
วันพุธที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๙
เวลา ๑๓.๑๙ น.
หลวงปู่ได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ โดยก่อนท่านสิ้นลมหายใจ
หลวงปู่ได้พยายามยกมือขึ้นประนมยอคุณพระรัตนตรัย
พร้อมกับลมหายใจที่ขาดหาย
ท่านมีสติอันสมบูรณ์จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต
นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการสงฆ์เมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง
ในเบื้องต้น กำหนดการต่างๆ นั้น
ทางวัดศรีดอนตันกำหนดให้มีการสวดอุทิศส่วนกุศลระหว่างวันที่
๑๙ เมษายน จนถึง ๒๖
เมษายน ๒๕๔๙
แล้วจึงได้ปิดสังขารสรีระหลวงปู่เอาไว้ เดิมทีระหว่างงาน
ผู้เขียนเองหวั่นใจมากเพราะทางวัดมีเงินเหลืออยู่เพียงประมาณแสนสอง
ซึ่งใช้จ่ายไม่กี่วันก็คงหมด
การจะจัดงานให้หลวงปู่นั้นมิใช่เรื่องง่ายๆ
เพราะจะต้องทำให้สมเกียรติของพระมหาเถระ แต่ด้วยบุญบารมีของหลวงปู่
ทำให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี ศิษย์และประชาชนทุกสารทิศ
หลั่งไหลมาจนเต็มบริเวณวัด ได้ปัจจัยรวมทั้งค่าบูชาวัตถุมงคล
และมีเจ้าภาพมาช่วย งานของหลวงปู่จึงได้ออกมาสมบูรณ์
ผมต้องขอชื่นชมทุกฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นพระอาจารย์ประดิษฐ์ ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจน อบต.
กรรมการวัดทุกคน จัดงานได้ดีไม่มีที่ติเลย
ต้องขอขอบคุณคณะศิษย์หลวงปู่ดู่
โดยเฉพาะพี่เล็กที่ประสานงานหาเจ้าภาพ คือคุณภราดร
เศรษฐคุปต์ คุณเสาวลักษณ์ พัฒนาวนิช
ตลอดจนท่านที่ไม่ได้เอ่ยนามที่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมกันบริจาคโลงแก้วสำหรับหลวงปู่
ซึ่งอีกท่านที่ผมเกือบลืมพูดถึงคือ คุณต้น
นักปั้นพระฝีมือดีที่กรุณาอัดภาพหลวงของปู่ที่ถือว่าสวยที่สุดมาให้ผู้เขียนได้ไว้บูชา
งานนี้คุณต้นก็มาช่วยอย่างเต็มที่
ทั้งน้ำผลไม้ที่นำมาเลี้ยงพระก็อร่อยมากเลยครับ
ใจบุญสุนทานแบบนี้ต่อไปงานไม่ขาดมือแน่
วัดใดจะปั้นพระอย่าลืมคุณต้นนะครับ ผมพร้อมเป็นสื่อกลางให้
สำหรับวันปิดสังขารของหลวงปู่นั้น
ผู้เขียนได้ขออนุญาตทางวัดเปิดพิสูจน์สังขาร
ว่าหลวงปู่มรณภาพได้เจ็ดวันย่างเข้าวันที่แปด
สภาพสังขารของท่านเป็นเช่นใด ปรากฏว่าสังขารท่านยุบตัวลงเล็กน้อย
ไม่ปรากฏกลิ่นใดๆ เล็บมือที่ตัดเอาไว้ปรากฏว่ายาวขึ้นเห็นได้ชัด
เนื้อทุกบริเวณสรีระยังอ่อนนุ่มผิดกับศพโดยทั่วไป
ข้อต่อทุกข้อยังขยับจัดท่าได้เหมือนคนนอนน่าแปลกมากๆ
เหมือนท่านนอนหลับอยู่เท่านั้นเอง
เรื่องราวตลอดจนกำหนดการต่างๆ
ผมจะนำเสนอท่านผู้อ่านเป็นระยะไป
จนถึงเวลาพระราชทานเพลิงถวายสังขารของหลวงปู่
ซึ่งต้องใช้ปัจจัยอีกเป็นจำนวนมาก อย่างน้อยก็หนึ่งล้านบาท
ก็คงต้องคิดอ่านหาทุนกันต่อไป
สำหรับปลายปีนี้การทอดกฐินถวายหลวงปู่ยังมีเหมือนเดิมไม่ล้มเลิก
คงฉบับหน้าผมจะแจ้งให้ทราบ
รับรองว่าผู้ร่วมทอดกฐินจะได้รับวัตถุมงคลที่จะจัดสร้างขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ
อดใจรอครับจะนำไปให้สุดยอดพระเกจิอาจารย์ของภาคเหนือสามองค์อธิษฐานจิต
จะเป็นหลวงปู่ท่านใดขอปิดเอาไว้ก่อน รับรองทายไม่ถูก
ถ้าเปิดชื่อออกมารับรองกระหึ่มแน่นอน
.........
ก่อนจากกันฉบับนี้
ก็ขอมอบคาถาของหลวงปู่คำ ดีทางด้านเมตตามหานิยมค้าขาย
หญิงรักชายชอบครับ อมกะต๊อกกะต๊อก หื้อใจ๋มึงฮ้อนเหมือนไฟ
หื้อใจ๋มึงไหวเหมือนอู่ หื้ออยู่วังมังมาหากู อมสวาหูมติด
พบกันฉบับหน้า สวัสดีครับ
================================================================================
ผู้เขียน: ปริญญา ณ
เชียงใหม่ อาลัยหลวงปู่ครูบาคำ
คอลัมน์ พระเวทย์ล้านนา,
นิตยสารอุณมิลิต,
ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๔๙
================================================================================