|

พระสิทธิพงษ์ สิทฺธิปญฺโญ เจ้าอาสาววัดร้องขุ้ม
-
ผู้รวบรวม
พระครูสิริสุตาภิมณฑ์ (ศุภชัย สุทฺธิญาโณ)
เจ้าอาวาสวัดห้วยห้าง - ผู้เรียบเรียง
จากหนังสือ ธรรมปัญญานุสรณ์
อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญฺโญ เป็นกรณีพิเศษ
วันที่เสาร์ที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ณ เมรชั่วคราว
วัดร้องขุ้ม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
ชาตกาล
ครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ เกิดในตระกูล
ปัญญานุสงส์ โยมบิดาชื่อพ่ออุ้ยหม่อนจันทร์แก้ว ปัญญานุสงส์
โยมมารดาชื่อแม่อุ้ยหม่อนสมนา ปัญญานุสงส์
พระคุณท่านถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๔ เดือนมิถุนายน
พุทธศักราช ๒๔๕๑ ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙ เหนือ
จุลศักราช ๑๒๗๐ ตัววอกฉนำกัมโพชขอมพิไสย
ไทภาษาว่าปีเปิกสัน ณ บ้านแม หมู่ที่ ๘ ตำบลบ้านแม
อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำนวน ๗ ท่าน คือ
๑. พระครูคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมชัย อดีตเจ้าคณะตำบลบ้านแม ตำบลบ้านแม
อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
๒. พ่ออุ้ยน้อยใจ๋ ปัญญานุสงส์
๓. พ่ออุ้ยหนานคำ ปัญญานุสงส์
๔. พ่ออุ้ยก้อนแก้ว ปัญญานุสงส์
๕. แม่อุ้ยก๋องคำ ปัญญานุสงส์
๖. แม่อุ้ยดวงดี ปัญญานุสงส์
๗. ครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
บรรดาพี่น้องทั้งหมดได้ถึงแก่มรณภาพ
และถึงแก่กรรมไปแล้วทุกท่าน
ยังคงค้างแต่เกียรติคุณที่บรรดาท่านทั้งหลายจะได้ทราบดังต่อไป

ปฐมวัยแห่งชีวิต
พ่ออุ้ยหม่อนจันทร์แก้ว แม่อุ้ยหม่อนสมนา
ปัญญานุสงส์ ชาติภูมิลำเนาเดิมท่านเป็นคนบ้านแมโดยกำเนิด
จึงมีอาชีพในทางเกษตรกรรม
ดำเนินชีวิตด้วยการทำไร่ไถนาเลี้ยงดูบุตรธิดา
ตามประสาของชาวบ้านโดยทั่วไปมีจิตใจงดงามเป็นสัมมาทิฏิบุคคลดำรงมั่นคงในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าโดยตลอด
ดังจะเห็นได้ว่าในจำนวนบุตรชายทั้ง ๔
ได้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา ๓ ท่าน
และอยู่บำเพ็ญสมณธรรมจนมรณภาพในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ๒ ท่าน
คือท่านพระครูคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
พี่ชายคนโต
และท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ด้วยความที่พระคุณท่านทั้งสองรูปเป็นที่เคารพเลื่อมใสของบรรดาพระภิกษุสามเณร
ศรัทธาประชาชนและศิษยานุศิษย์โดยทั่วไป
นับจากนี้จะใช้สรรพนามแทนพระคุณท่านทั้งสองด้วยความเคารพว่า
ครูบาเจ้าคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ และครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ เพื่อให้ท่านผู้อ่านชินกับมงคลนามทั้งสองนี้ตลอดไป
เมื่อครั้งยังเยาว์วัยอยู่นั้นท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ ได้ใช้ชีวิตเฉกเช่นเด็กชาวบ้านโดยทั่วไป
ส่วนใหญ่ก็ช่วยบิดามารดาทำไร่ไถนาตามประสาเกษตรกรทั้งหลาย
หากใครมีความประสงค์ที่จะศึกษาเล่าเรียนหนังสือก็จะเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพระภิกษุสามเณร
ณ วัดประจำหมู่บ้านนั้นๆ ในช่วงที่ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ ยังเยาว์อยู่นี้ท่านครูบาเจ้าคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
ผู้เป็นพี่ชายคนโต และพ่ออุ้ยน้อยใจ๋ ปัญญานุสงส์
พ่ออุ้ยหนานคำ ปัญญานุสงส์ พี่ชายคนรองทั้งสอง
ได้เข้าไปเป็นเด็กวัด
และได้รับการบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุสามเณรก่อนหน้าแล้ว
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ดำเนินชีวิตในเพศฆราวาสได้ไม่นาน
ก็มาพิจารณาเล็งเห็นยังบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความทุกข์ยากลำบาก
ต้องต่อสู้กับความยากจน บางครั้งต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
เพื่อนำมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนเอง
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้พระคุณท่านมีใจน้อมไปในทางบรรพชา
เพื่อจะศึกษาเล่าเรียนเพียรปฏิบัติธรรมนำตนเองให้พ้นจากบ่วงแห่งทุกข์
เข้าถึงสุขตามแนวพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพื่อก้าวไปสู่มรรควิถีที่จะนำพาไปสู่จุดสูงสุดคือพระนิพพาน
อันเป็นจุดหมายปลายทางของพระบวรพุทธศาสนา
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
จึงได้นำเอาความนี้ไปเรียนให้พ่ออุ้ยหม่อนจันทร์แก้ว
ปัญญานุสงส์ โยมบิดาได้รับทราบ
อันธรรมดาชาวพุทธทั้งหลายโดยทั่วไป
ไม่มีสิ่งใดที่จะภาคภูมิใจและดีใจไปกว่าการที่ได้รับฟังคำพูดจากปากของลูกว่าจะบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา
ประกอบกับสังคมชนบทในเวลาขณะนั้น สถานศึกษาก็คือวัด
สถานที่ฝึกหัดวิชาชีพก็คือวัด
สถานที่อบรมจิตใจและมารยาทให้เป็นคนดีก็คือวัด
วัดจึงเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เพื่อชุมชนมาตั้งแต่อดีตกาล
พ่ออุ้ยหม่อนจันทร์แก้ว โยมบิดา
ได้ปรึกษาหารือกับแม่อุ้ยหม่อนสมนา
สองสามีภรรยาต่างก็มีความเห็นเป็นเอกาสมานฉันท์
จึงได้พร้อมใจกันจัดพานข้าวตอกดอกไม้ นำเอาเด็กชายบุญปั๋น
ปัญญานุสงส์ ไปฝากกับท่านพระครูบาเจ้าอาวาสวัดธรรมชัย
เพื่อให้ได้รับการศึกษาอบรมตามธรรมเนียมของวัดในสมัยโบราณ
การศึกษาในสมัยที่เป็นเด็กวัด
วัดต่างๆ ในเขตล้านนาไทยในสมัยนั้น
ได้จัดการศึกษาเล่าเรียนแก่เด็กวัดแบบบูรณาการ
คือไม่มีหลักสูตรที่แน่นอนชัดเจน
เป็นแต่เจ้าอาวาสวัดนั้นจะเป็นผู้ที่กำหนดขึ้น
ส่วนใหญ่แล้วจะศึกษาเรียนในเรื่องต่างๆ คือ
๑. อักขรวิธีล้านนาไทย
(ตัวอักษรธรรมล้านนา=ตั๋วเมือง) จะเรียนตั้งแต่สระ อ อา อิ
อี อุ อู เอ โอ ไปจนถึงพยัญชนะวรรคคือ ก ข ค ฆ ง ฯ
เศษวรรคคือ ย ร ล ว ส ห ฬ อ. จนกระทั่งถึงการแจกไม้
ผสมตัวอักษรสัมฤทธิ์ผลจะอยู่ที่การอ่านออกเขียนได้
และถ่ายทอดให้แก่ผู้อื่นได้
๒. การท่องจำบทสวดมนต์แบบพื้นเมือง
โดยเริ่มท่องบทสวดมนต์ ๗ ตำนาน ๑๒ ตำนาน
ที่เรียกแบบพื้นเมืองว่า เรียน เย สันตา รอดถึง มหาสมัย
คือเรียนบทสวดมนต์ตั้งแต่บทขัดตำนานมงคลสูตร
ไปจนกระทั่งถึงมหาสมัยสูตรสัมฤทธิ์ผลของการเรียนวัดความรู้ได้จากการท่องจำบทสวดมนต์ได้ด้วยปากเปล่าโดยไม่ติดขัด
๓. การแสดงพระธรรมเทศนาแบบพื้นเมือง
ซึ่งเป็นคัมภีร์ใบลานจารด้วยอักษรธรรมล้านนา
โดยจะเริ่มเรียนจากพระธรรมเทศนาแบบง่ายๆ ก่อน เช่น ธัมม์อานิสงส์บวช ธัมม์มาลัยโปรดโลก ธัมม์นิพพานสูตร
เป็นต้น
สัมฤทธิ์ผลของการเรียนวัดความรู้ได้จากการอ่านคัมภีร์ได้ไม่ผิดพลาดสำเนียงไม่เพี้ยน
รู้จังหวะลีลาการเอื้อนเสียงขึ้นลงได้ตรงตามวรรณยุกต์สามัญ
โท หรือตรี
๔. การช่างฝีมือ
ในสมัยก่อนนั้นสรรพวิชาช่างส่วนใหญ่จะอยู่ในวัด
โดยจะมีการฝึกหัดพระภิกษุสามเณร และศิษย์วัดให้เป็นช่าง
แต่ว่าการสอนจะเป็นไปแบบบูรณาการ
คือไม่มีการสอนโดยตรงในห้องเรียนเหมืองปัจจุบัน เช่น
ในขณะที่กำลังทำงานอยู่นั้น
พระภิกาสามเณรผู้เป็นช่างที่ชำนาญแล้วแล้วจะให้สามเณรและศิษย์วัดที่ยังไม่ชำนาญเป็นลูกมือ
คอยรับใช้ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ อยู่ใกล้ชิด
ผู้สอนก็จะถือโอกาสนั้นสอน
ผู้เรียนก็จะเรียนโดยการซึมซับเอาจากความเป็นจริงทีละน้อยจนชำนาญได้ในที่สุด
๕. หลักการปฏิบัติตน
อันเกี่ยวกับกิริยามารยาทของการวางตน การพูดจา
เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยเหมาะสม
โดยพระสงฆ์จะสอนทีละน้อยและบางครั้งก็พาขะโยมหรือเด็กวัดติดตามไปในที่ต่างๆ
ด้วย เพื่อสังเกตอากัปกิริยาของท่าน
เด็กก็จะได้จดจำนำมาปฏิบัติตามต่อไป
โดยสรุปแล้วการศึกษาของขะโยมเด็กวัดจะเป็นไปเพื่อการเตรียมความพร้อมสำหรับที่จะรับการบรรพชาเป็นสามเณรต่อไปในภายภาคหน้านั่นเอง
บรรพชา
เมื่อเด็กชายบุญปั๋น ปัญญานุสงส์
ในฐานะขะโยมเด็กวัดแห่งวัดธรรมชัยบ้านแม
ได้รับการศึกษาอบรมอักขระวิธี
ท่องจำบททำวัตรสวดมนต์และฝึกแสดงพระธรรมเทศนาแบบพื้นเมืองล้านนาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง
บรรดาครูบาอาจารย์ได้ทดสอบความรู้ของท่านก็ปรากฏว่า
สามารถอ่านเขียนอักษรธรรมล้านนาได้เป็นอย่างดี
เมื่อร่วมทำวัตรสวดมนต์กับบรรดาพระภิกษุสามเณรภายในวัดก็สวดได้
เมื่อฝึกแสดงพระธรรมเทศนาแบบพื้นเมืองล้านนาก็สามารถเทศน์ได้อย่างถูกต้อง
พระสงฆ์ทุกท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ผู้ถ่านทอดวิชาให้ต่างลงความเห็นว่าเด็กชายบุญปั๋น
ปัญญานุสงส์ มีภูมิความรู้พอที่จะบรรพชาเป็นสามเณรได้
จึงได้นำความนี้มาปรึกษาหารือกันทั้งฝ่ายวัดและโยมบิดามารดาและตกลงจัดงานบรรพชาเด็กชายบุญปั๋น
ยกฐานะขึ้นเป็นสามเณรในพระบวรพุทธศาสนา
ในขณะที่ท่านมีอายุได้ ๑๓ ปี โดยมีท่านครูบาเจ้าสุริยะ
สุริโย เจ้าอธิการวัดร้องขุ้ม เป็นพระอุปัชฌาย์
เมื่อวันอังคาร ที่ ๑๔ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๖๔
ตรงกับวันแรม ๓ เดือน ๕ เหนือ
เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนความรู้ในทางพระพุทธศาสนาเต็มกำลังความสามารถ
วิชาความรู้ที่วัดต่างๆ
ในล้านนาสมัยโบราณถ่ายทอดอบรมสั่งสอนสามเณรภายในวัดนั้น
ก็มีลักษณะคล้ายกับวิชาความรู้ที่อบรมขะโยมเด็กวัด คือ

อักขระวิธี
คือวิธีอักษรธรรมล้านนาที่ได้รับการศึกษาในเบื้องต้นนั้นเมื่ออ่านออกเขียนได้แล้ว
ก็จะฝึกอ่านและฝึกเขียนในชั้นสูงขึ้นไปตามลำดับ
ในส่วนของการอ่านคือฝึกอ่าน ฝึกสะกด
และฝึกประสมคำศัพท์ที่ยาก หรือศัพท์ที่ไม่ค่อยได้พบเห็น
จนกระทั่งมีความชำนาญแล้ว
จากนั้นก็จะฝึกจารอักษรธรรมล้านนา
ซึ่งเริ่มต้นจากการจารด้วยแท่งหินลงบนแผ่นกระดานชนวน
หรือจารด้วยดินสอลงในสมุดไทย
เมื่อชำนาญดีแล้วและตัวอักษรงดงามดีแล้ว
ก็จะฝึกจารเหล็กจารลงในแผ่นใบลาน
หากพระภิกษุสามเณรรูปใดสามารถจารอักษรธรรมล้านนา
หรือเขียนธรรมได้เป็นผูกแล้ว
ความรู้เรื่องอักขระวิธีล้านนาก็ถือว่าเป็นที่สุด
เพราะว่าการจะจารอักษรลงบนใบลานนั้นจะต้องปลูกต้นลานไว้เป็นจำนวนมาก
เมื่อต้นลานยังไม่สูงเกินไปก็จะเลือกยอดลานที่งอกออกมาจากส่วนบนของลำต้น
ธรรมชาติของต้นตาลและต้นลานนั้นเมื่อยอดใบงอกออกมาใหม่นั้น
จะยังไม่แผ่ใบออกเป็นแผ่น
จะยังคงรวมตัวกันอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานพอสมควร
พระเณรที่ต้องการใบลานมาเขียนธรรมก็จะใช้ตอกไปมัดยอดลานไว้ก่อน
จนกระทั่งใบลานโผล่ออกมาพ้นและเห็นก้านแล้วก็จะตัดมาให้พอประมาณ
จากนั้นนำไปใส่กระบอกไม้
ใส่น้ำลงไปและนำไปหลามคือต้มจนสุกเพื่อให้เกิดความเหนียว
แล้วนำมาคลีออกเป็นแผ่นๆ ทับด้วยไม้และหินที่หนักไว้ประมาณ
๑ ปี
แล้วนำมาตัดให้ได้ขนาดของคัมภีร์ใช้เชือกดีดทำเส้นบรรทัด
จึงจะนำมาเขียนธัมม์ได้
เมื่อใช้เหล็กจารเขียนตัวอักษรลงในใบลานแล้ว
จะยังไม่เห็นตัวหนังสือ
ต้องใช้เขม่าจากก้นหม้อที่ดำและหนาขูดแล้วนำมาทาลงบนใบลานที่เขียนเสร็จแล้ว
และทาด้วยน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันสนให้สะอาดอีกทีก็จะเห็นตัวหนังสือได้ชัดเจน
เพราะเขม่าลงไปอุดอยู่ตามซอกที่เล็กจารขีดลงไปนั่นเอง
พระภิกษุสามเณรในล้านนาสมัยก่อนนั้น
ส่วนใหญ่มักจะจารอักษรธรรมล้านนาลงในใบลานได้
แต่ปัจจุบันงานศิลปป์ประเภทนี้ไม่ค่อยมีผู้สืบต่อแล้วท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ
นับได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ในศาสตร์สาขานี้ท่านหนึ่ง
การท่องจำบททำวัตรสวดมนต์
เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้วก็จะมีการท่องจำบทสวดมนต์ชั้นสูงสืบต่อไป
เป็นต้นว่าคาถาชัยเบ็งชร คาถาปลาช่อน คาถามหาเมฆหลวง
บทสวดพุทธาภิเษก บางสำนักก็มีการเรียนสวดเบิก
คือการสวดที่มีทำนองไพเราะคล้ายกับเพลงประสานเสียง
ซึ่งมีเฉพาะท้องถิ่นล้านนาเท่านั้น
การแสดงพระธรรมเทศนา
ก็จะมีการเรียนวิธีการเทศน์ระดับสูงจากการที่เคยฝึกเทศน์ธรรมวัตร
ที่มีทำนองเรียบง่ายๆ ธรรมดา
ก็จะเริ่มฝึกเทศนามหาชาติซึ่งมีทำนองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน
ในขณะที่ฝึกเรียนเทศน์มหาชาตินี้เนื้อความที่ปรากฏในคัมภีร์มหาชาติเวสสันดรนั้นเป็นวรรณกรรมชั้นสูงที่มีความไพเราะ
เนื้อหาพรรณนาความได้ซาบซึ้ง
จึงเป็นแนวทางแห่งการฝึกให้มีแนวคิดในอันที่จะแต่งวรรณกรรมประเภทต่างๆ
ได้ เช่น การแต่งร่ายยาว การแต่งคร่าว การแต่งโคลง เป็นต้น
การช่างฝีมือ
บางวัดก็จะมีการฝึกพระภิกษุสามเณรและขะโยมวัดให้มีความรู้ในเชิงช่างนวกรรมด้านต่างๆ
ทั้งทางช่างไม้ ช่างปูน ช่างแกะสลัก
บางแห่งก็มีช่างวาดด้วยจึงทำให้วัดต่างๆ
มีพระภิกษุสามเณรที่สามารถช่วยทำงานในการก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะถาวรวัตถุต่างๆ
ได้
แม้จะสึกออกไปเป็นฆราวาสแล้วก็ยังใช้วิชานี้ไปประกอบสัมมาชีพได้เป็นอย่างดี
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
เมื่อครั้งยังเป็นสามเณรอยู่ก็ได้ศึกษาเรียนรู้วิชาต่างๆ
มาตามสมควรที่ครูบาอาจารย์ได้ถ่ายทอดให้
จากนั้นก็เริ่มเรียนพระปริยธรรม แผนกธรรม ซึ่งเรียกกันว่า
เรียนนักธรรม ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ได้รับการศึกษาอบรมเกี่ยวกับเรื่องธรรมะ
การเขียนบทความอธิบายธรรม พุทธประวัติของพระพุทธเจ้า
และพระวินัยบัญญัติ
จนกระทั่งมีความรู้ในทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี
เมื่อได้รับความรู้ในด้านปริยัติธรรมแล้วท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ก็เริ่มหันมาสนใจในการปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนาตามลำดับ
อำนาจแห่งโรคภัยจึงจำใจลาสิกขาบท
แต่อุปวรรคการศึกษาและปฏิบัติธรรมก็ปรากฏขึ้นเมื่ออายุของท่านครูบาได้
๑๙ ปี
ปรากฏว่ามีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนสุขภาพร่างกายของท่าน
จากอาการที่ท่านเล่าให้ฟังนั้นสันนิษฐานว่าท่านอาพาธด้วยโรคหัวใจ
พ่ออุ้ยหม่อนจันทร์แก้ว ปัญญานุสงส์ โยมบิดาและญาติผู้ใหญ่
พร้อมด้วยครูบาอาจารย์ได้นำพระคุณท่านไปรับการรักษาตามสถานพยาบาลต่างๆ
ทั้งการรักษาแบบแพทย์แผนไทย และแผนปัจจุบัน
ก็ปรากฏว่าอาการของโรคนั้นไม่ทุเลาเบาบางลงเลย
กลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
จนเกือบจะหมดความหวังในการรักษาแล้ว
ท่านได้ประคองสุขภาพร่างกายอยู่ต่อมาจนกระทั่งอายุได้ ๒๔
ปี
แม้จะมีอายุครบแล้วก็ยังไม่ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
เพราะมีโรคภัยเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม

ด้วยความที่ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
เป็นพระมหาเถระที่ประกอบด้วยบุญบารมีในอันที่จะเป็นกำลังช่วยสืบต่ออายุและเผยแพร่พระบวรพุทธศาสนาเป็นน่มโพธิ์ร่มไทรให้แก้บรรดาศิษยานุศิษย์
การณ์ในครั้งนั้นปรากฏว่ามีนักบุญท่านหนึ่ง
ซึ่งได้บำเพ็ญสมรธรรมมาโดยเคร่งครัด
คนทั้งหลายเรียกท่านว่า พระฤาษี
ท่าครูบาเจ้าบุญปั๋นเล่าให้ฟังว่าพระฤาษีตนนี้ท่านก็นุ่งห่มกาสาวพัสตร์เหมือนกับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย
เพียงแต่ว่าผ้านั้นคล้ำกว่าปกติปล่อยผมให้ยาวแล้วเกล้ามวยขึ้นไว้บนศรีษะอย่างเรียบร้อย
มีข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงาม
ภาษาที่ใช้พูดนั้นมีสำเนียงค่อนข้างไปทางภาษาของไทใหญ่
ท่านได้เดินธุดงค์มาโปรดคณะศรัทธาญาติโยมที่บ้านกาด
ตำบลบ้านกาด อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่
คุณวิเศษของพระฤาษีตนนี้คือท่านสามารถรักษาโรคได้ทุกชนิดจึงมีบรรดาศรัทธาประชาชนที่เจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ
พากันไปรับการรักษาจากท่านเป็นจำนวนมาก
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋นกรุณาเล่าให้ฟังว่า
วิธีการรักษาของท่านมี ๒ วิธี คือ
๑. รักษาด้วยสมุนไพร
เมื่อมีศรัทธาประชาชนนำเอาผลหมากรากไม้ต่างๆ มาถวาย
พระฤาษีท่านจะให้ปอกเปลือกและหั่นผลไม้ หัวเผือก หัวมัน
หัวกลอย และของที่ประชาชนนำมาถวายทั้งหมดลงในภาชนะใบใหญ่
จากนั้นท่านจะใช้ไม้เท้าวิเศษของท่านคนลงไปจนทั่ว
พร้องทั้งกับเสกคาถาลงไปในภาชนะนั้นด้วย
จากนั้นจึงให้ประชาชนตักเอาไปรับประทานคนละเล็กคนละน้อย
สิ่งที่ว่ามานี้เป็นประดุจยารักษาโรคชนิดหนึ่ง
๒. รักษาโรคด้วยไม้เท้าวิเศษ
พระฤาษีตนนี้ท่านมีไม้เท้าวิเศษอยู่ ๑ เล่ม
หากผู้ป่วยมาขอรับการรักษาโรคกับท่าน
ท่านจะใช้ไม้เท้าวิเศษนั้นจี้ไปตามจุดต่างๆ
ของร่างกายที่เป็นโรคอยู่
การรักษานั้นขึ้นอยู่กับศรัทธาความเชื่อ
ผู้ใดมีความเชื่อความเลื่อมใสศรัทธา
ประกอบกับมนต์คาถาวิเศษของท่าน ก็จะทำให้หายจากโรคทั้งปวง
แต่ก็มีบางคนไม่เชื่อท่าน
บ้างก็ว่ายาสมุนไพรของท่านนั้นจะรักษาได้อย่างไร
มีแต่หัวบุกหัวบอน กินและต้องคันปากคันคอแน่นอน
คนผู้นั้นก็จะเกิดอาการคันไปทั้งตัว
เมื่อพ่ออุ้ยหม่อนจันทร์แก้ว
โยมบิดาของสามเณรบุญปั๋นทราบข่าวนั้น
จึงได้ตัดสินใจพาท่านไปขอรับการรักษาจากพระฤาษี
เมื่อไปถึงบ้านกาดแล้ว
มีชาวบ้านท่านหนึ่งลักษณะเป็นผู้ใหญ่
ประกอบด้วยศีลธรรมอันดีชื่อว่า พ่อเฒ่าโกคะ
เป็นชาวบ้านน้ำต้น ตำบลบ้านกาด
ท่านผู้เป็นบุคคลที่รู้ภาษาของพระฤาษีได้เป็นอย่างดี
เป็นผู้อำนวยความสะดวกนำสามเณรบุญปั๋นเข้าพบ
พระฤาษีท่านก็มีจิตใจพร้อมที่จะขอรับการรักษาจากพระฤาษี
แต่จากการฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อให้พระฤาษีทำการรักษาโรคนั้น
จะต้องเคารพกราบไหว้พระฤาษีในฐานะครูบาอาจารย์ด้วย
พระคุณท่านก็ได้กลับมายังวัดธรรมชัยบ้านแมนำความนี้เข้าปรึกษาหารือกับท่านครูบาเจ้าคำอ้าย
ชยวุฑฺโฒ เจ้าอาวาสวัดธรรมชัยซึ่งเป็นพระพี่ชายของท่าน
ครูบาเจ้าคำอ้ายเห็นว่าควรลาสิกขาบทไปก่อนเพื่อให้ง่ายต่อการรักษาพยาบาล
สามเณรบุญปั๋นจึงได้ลาสิกขาบทจากสมณเพศออกไปเป็นการชั่วคราว
เมื่ออายุได้ ๒๔ ปี
แต่ได้สมาทานศีลนุ่งขาวห่มขาวขอบวชเป็นชีผ้าขาวประพฤติพรหมจรรย์ตลอดเวลาที่ลาสิกขาบทนี้
และได้เข้ามารับการรักษาตัวจากพระฤาษีเป็นเวลา ๑ ปี
จนกระทั่งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หายไปจนหมดสิ้น
จากนั้นท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ได้ติดตามพระฤาษีไปโปรดเมตตารักษาคนตามสถานที่ต่างๆ
เป็นระยะเวลา ๑ ปีเต็ม เมื่อติดตามท่านไป ณ
ที่ใดก็พบว่ามีคนเลื่อมใสศรัทธามาขอรับการรักษาจากพระฤาษีเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
ส่วนใหญ่แล้วทุกคนที่มารับรักษาจะหายจากโรคทั้งปวง
เมื่อเห็นผลประจักษ์อย่างนั้น
นายน้อยผ้าขาวบุญปั๋นก็ได้ขอเรียนวิชาอาคม
และการรักษาพยาบาลจากพระฤาษี
ซึ่งท่านก็เมตตาสอนให้เป็นอย่างดี
ตลอดระยะเวลาที่ลาสิกขาบทออกไปเพื่อรักษาตัวนั้น
นายน้อยผ้าขาวบุญปั๋นได้คิดอยู่เสมอว่าหากอาการอาพาธหายแล้วจะกลับมาบวชอีกครั้ง
อยู่ต่อมาอาการของโรคหายดีแล้ว ท่านก็ปรารภเรื่องการบวช
ขณะที่เดินทางติดตามพระฤาษีมาถึงเมืองเชียงแสน
จังหวัดเชียงรายนายน้อยผ้าขาวบุญปั๋นก็ขออนุญาตพระฤาษีเดินทางกลับมายังวัดธรรมชัยบ้านแมและได้นมัสการกราบเรียนเรื่องนี้แด่ท่านครูบาเจ้าคำอ้าย
ชยวุฑฺโฒ แจ้งความประสงค์ที่จะขอกลับเข้ามาอุปสมบทอีกครั้ง
อุปสมบท กลับเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัฒน์
เมื่อท่านครูบาเจ้าคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
และคณะศรัทธา ทราบถุงกุศลเจตนาของ
นายน้อยผ้าขาวบุญปั๋นแล้ว
ก็ได้จัดให้เป็นไปตามความประสงค์ของท่าน
ดังนั้นนายน้อยผ้าขาวบุญปั๋น ปัญญานุสงส์
จึงได้รับการอุปสมบทอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๒๕
เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๑๐
ขณะมีอายุได้ ๒๖ ปี ณ พัทธสีมาโรงอุบสถวัดร้องขุ้ม
ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี
เจ้าอธิการอุ่นใจ๋ ญาโณ (ครูบาญาณะ)
เจ้าอาวาสวัดท่าโป่ง เจ้าคณะตำบลบ้านแม เป็นพระอุปัชฌาชย์
พระครูบุญมา เมโธ (ครูบาเมธา)
อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดวนารามน้ำบ่อหลวง
เป็นพระกรรมวาจารย์
พระอธิการเตชา เตชกโร (ครูบาเตชา
หรือท่านครูบาหนิ้วเจ้าอาวาสวัดจอมแจ้ง
เป็นพระอนุสาวนาจารย์)
ได้รับสมณฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า
ธมฺมปญโญ แปลว่า ผู้มีปัญญารู้ธรรม
ปกติแล้วการบรรพชาอุปสมบทของพระภิกษุสามเณรในล้านนานั้นมักจะต่อเนื่องกัน
กล่าวคือว่าเมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้วอยู่มาจนกระทั่งถึงอายุครบ
๒๐ หรือ ๒๑ ปี ก็จะอุปสมบทต่อไป
แต่สำหรับกรณีของท่านครูบาเจ้าบุญปั๋นนั้นท่านไปเว้นช่วงไว้ระยะหนึ่ง
ซึ่งได้ลาสิกขาบทออกไปทำการรักษาพยาบาลตนเองจนกระทั่งหายจากโรคภัยทั้งปวงแล้วจึงได้กลับเข้ามาบวชอีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้นเมื่อนับถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ท่านจึงมีสิริอายุได้ ๙๕
พรรษา ๖๘
ศึกษาและปฏิบัติธรรม
เมื่ออุปสมบทแล้วพระบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามแนวทางแห่งพระพุทธศานามาด้วยดีโดยตลอด
ทั้งที่ศึกษาจากพระธรรมคัมภีร์หรือหนังสือตำราต่างๆ
อีกทั้งได้รับการศึกษาอบรมจากครูบาอาจารย์ของท่านโดยตรง
พระมหาเถราจารย์ทีถ่ายทอดวิชาความรู้ในฝ่ายพระศานาแด่พระภิกษุบุญปั๋นประกอบไปด้วย
๑. พระครูคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
เจ้าอาวาสวัดธรรมชัยบ้านแมพระพี่ชายคนโตของท่าน
บรรดาพระภิกษุสงฆ์สามเณร
และศรัทธาสาธุชนทั่วไปเรียกท่านว่า ครูบาคำอ้าย
ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านแมสืบแทนพระครูอาทรศาสนกิจ
(ครูบาดวงทิพย์ อิน.ทจก.โก)
วักกิ่วแลหลวงท่านครูบาคำอ้ายเป็นพระสงฆ์ที่ทรงภูมิธรรมผู้หนึ่งมีข้อวัตรปฏิบัติที่งดงามเรียบร้อย
๒. เจ้าอธิการอุ่นใจ๋ ญาโณ
เจ้าอาวาสวัดท่าโป่ง ผู้เป็นอุปัชฌาชย์
ท่านอธิการอุ่นใจ๋นี้ บรรดาพระภิกษุสามเณร
และศรัทธาสาธุชนทั่วไปเรียกท่านว่าครูบาญาณะปรมัตถ์
เนื่องด้วยท่านศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำภีร์จนกระทั่งจบถึงปรมัตถธรรม
ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านแมมีผลงานปรากฏทั้งทางด้านการก่อสร้าง
การเขียนคัมภีร์พับสาหรือคัมภีร์ใบลาน
การแกะสลักพระพุทธรูป
รวมถึงเชี่ยวชาญเรื่องการรักษาพยาบาลแบบแพทย์แผนไทยด้วย
อาจารย์อีกท่านหนึ่งคือ
๓. พระครูบุญมา เมโธ
เจ้าอาวาสวัดท่าโป่ง
ผู้เป็นพระกรรมวาจารย์ ท่านพระครูบุญมานี้
บรรดาพระภิกษุสงฆ์สามเณรและศรัทธาสาธุชนทั่วไปเรียกท่านว่า
ท่านอาจารย์เมธา หรือครูบาเมธา
เพราะท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระประจำวัดวนารามน้ำบ่อหลวง
ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าโป่งสืบแทนท่านครูบาญาณะ
ท่านครูบาเมธาเป็นพระเถระที่สนใจศึกษาเล่าเรียนวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจากสำนักของพระธรรมธีรราชมหามุนี
(โชดกญาณสิท.ธิ) และพระภัททันตธัมมาจริยมหาเถระ ณ
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ กรุงเทพมหานคร
พร้อมกับท่านครูบาตวงคำ วัดสันป่าตองหลวง
นับได้ว่าท่านครูบาเมธา
เป็นพระวิปัสสนาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งทรงภูมิธรรมสูงส่งในสมัยนั้น
๔. ครูบาโสภา โสภโณ
วัดท่าโป่ง
ท่านผู้นี้มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับครูบาญาณะและครูบาเมธา
มรณภาพก่อนครูบาญาณะ เป็นพระสงฆ์ที่ทรงภูมิธรรมความรู้
และทรงจำพระปาฏิโมกข์ได้ วัตรปฏิบัติน้อมไปทางสมถกัมมัฏฐาน
ท่านครูบาโสภามีผลงานด้านการเขียนตำราไว้มากมายมีลายมือที่เขียนด้วยอักษรธรรมล้านนาที่สวยงาม
เคยเขียนพับพระปาฏิโมกข์ร่วมกับครูบาสุริยะ วัดร้องขุ้ม
เป็นอาจารย์ท่านหนึ่งของครูบาบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
๕. พระสุธรรมยาเถร
เจ้าอาวาสวัดวนารามน้ำบ่อหลวงบรรดาพระภิกษุสามเณร
และศรัทธาสาธุชนทั่วไปเรียกท่านว่า
ครูบาเจ้าอินทจักรรักษา
พระมหาเถระรูปนี้เป็นทรงภูมิธรรมชั้นสูง
มีลำดับการปฏิบัติมาตั้งแต่ครั้งยังอยู่ที่อำเภอป่าซางจังหวัดลำพูน
ได้ธุดงค์มาปฏิบัติธรรม ณ วัดร้างแห่งหนึ่งในตำบลสันกลาง
จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนจากคณะศรัทธาสาธุชนทั้งหลายในท้องถิ่นนี้
มีขุนอนุพลนคร ขุนแมไมตรีราษฎร์
กำนันตำบลบ้านแม
ช่วยกันสร้างวัดวนารามน้ำบ่อหลวงขึ้นมา
เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่มีชื่อเสียงมาจนตราบทุกวันนี้
พระบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ได้รับการศึกษาอบรมจากสำนักของครูบาอาจารย์ดังกล่าวมา
จึงทำให้ท่านมีความรู้และเชี่ยวชาญในด้านการปฏิบัติกรรมฐานเป็นอย่างดี
มีข้อวัตรปฏิบัติที่ดีงดงาม
สมาทานธุดงควัตรข้อเอกาสนิกกังคยะฉันภัตตาหารมื้อเดียวมาโดยตลอด
ที่สำคัญคือท่านได้เจริญรอยตามครูบาสุริยะ สุริโย
เจ้าอาวาสวัดร้องขุ้ม
พระอุปัชฌาย์ของท่านเมื่อครั้งบรรพชาเป็นสามเณรท่านครูบาสุริยะเป็นผู้ทรงปาฎิโมกข์ลงในพับสา
ใช้สอบทานในการสวดพระปาฏิโมกข์มาโดยตลอด พระบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ ท่องจำพระปาฏิโมกข์ได้จนชำนาญ
และเป็นผู้สวดพระปาฏิโมกข์ประจำโรงอุโบสถวัดร้องขุ้มมาโดยตลอด
จากการศึกษาอบรมวิชาความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ
ตามความสนใจและเหตุการณ์อำนวยให้เป็นไปในชีวิตทำให้พระบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ ดำรงฐานะเป็นพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
มีความชำนาญในวิชาความรู้ทั้งด้านวิทยาคมการรักษาโรคแบบแพทย์แผนไทย
การเจริญสมาธิธรรมกรรมฐาน การนวกรรมก่อสร้าง
การทรงจำพระปฏิโมกข์
และการอนุรักษ์โบราณวัตถุและโบราณสถานดังจะกล่าวต่อไป
พระเถระดำรงสมณวัตรอันงดงาม
มีคำกล่าวว่า การศึกษาคือการพัฒนาชีวิต
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญคือพยานบุคคลของคำกล่าวนี้
คือจากการที่ท่านได้รับการศึกษาอบรมมาในสำนักของครูบาอาจารย์หลายท่าน
เช่น ครูบาสุริยะ ครูบาญาณะ ครูบาดวงทิพย์ ครูบาคำอ้าย
ครูบาอินทจักรรักษา ครูบาเมธา ครูบาโสภา
ประกอบกับกุศลจิตอันงดงามด้วยวุฑฒาปจายนธรรมความอ่อนน้อมได้หล่อหลอมให้ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋นเป็นพระมหาเถระผู้ทรงกุศลจริยาสัมมาปฏิบัติมีปฎิปทาในการดำรงตนได้อย่างเหมาะสม
มีอุปนิสัยสุขุมเยือกเย็นบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับพูดน้อย
มีรอยยิ้มสรวลเป็นที่เจริญศรัทธาปสาทจิตแก่ผู้ที่พบเห็นและได้เคารพกราบไหว้
พระผู้เสริมบารมีแห่งชีวิต
ในสมัยเมื่อท่านยังเป็นพระอันดับอยู่ ณ
วัดธรรมชัยบ้านแม ซึ่งมีท่านครูบาคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
เป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น
ได้มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นอย่างหนึ่งซึ่งท่านทั้งหลายก็ทราบกันดีคือ
พลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
หลวงศรีประกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่
ขุนกันชนะนนท์ และกรมการเมืองผู้ใหญ่ทุกฝ่าย
ได้กราบอาราธนาท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย
เจ้าอาวาสวัดจอมศรีทรายมูลบุญเรืองบ้านปาง เมืองลี้
จังหวัดลำพูน มาเป็นประธานในการก่อสร้างถนนขึ้นไปสู่บนยอด
ดอยสุเทพเพื่อสะดวกในการเดินทางขึ้นไปกราบไหว้พระบรมธาตุเจ้าดอยสุเทพ
ปรากฏว่างานนี้มีพระภิกษุสามเณร ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน
โดยเฉพาะชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง
เดินทางมาร่วมทำบุญช่วยกันสร้างถนนพร้อมกับท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นจำนวนมากชนิดที่เรียกกันว่ามาแบบมืดฟ้สมัวดิน
ในจำนวนนั้นก็มีท่านครูบาคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
เจ้าอาวาสวัดธรรมชัยบ้านแม และพระบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
พร้อมด้วยคณะศรัทธาวัดธรรมชัยบ้านแมจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปร่วมช่วยกันสร้างถนนพร้อมกับท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัย
การสร้างถนนในครั้งนั้นดังกล่าวมาแล้วว่ามีคนมาช่วยกันมาก
จึงมีการแบ่งส่วนของการทำงานให้แต่ละกลุ่มละหมู่เรียกตามภาษาล้านนาว่า
ปั๋นต่า คือแบ่งงานให้ทำคนละเล็กคนละน้อย
แม้จะไม่มีเครื่องจักรกลอำนวยความสะดวก
วัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างมีเพียงแค่จอบ เสียม มีด ขวาน
ตามประสาแต่ที่ชาวบ้านจะริมาหาได้
แต่งานสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพในครั้งนั้นก็มีความสนุกที่เจือด้วยกลิ่นไอของบุญบารมีเป็นอย่างยิ่ง
ดังบันทึกของครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนากล่าวไว้ว่า
แล้วอยู่ถึงเดือนยี่ออก ๓ ค่ำ
วันพฤหัสบดี มีครูบาเจ้าศรีวิชัยและพระชัยยะวงศา
และพระยาพหลพลยุหเสนา และหลวงศรีประกาศ
ภายนอกมีพ่อเจ้าแก้วนวรัตน์ เป็นประธาน
พากันไปที่ตีนดอยสุเทพลุ่มโรงสีหลวงประกาศ
มีครูบาเจ้าศรีวิชัยลงมือเริ่มแรกขุดทางขึ้นดอยสุเทพ
และพ่อเจ้าแก้วนวรัฐลงขุดตาม
พระยาพหลพลพยุหเสนาขุดตามหลวงศรีประกาศ ก็ขุดตาม
พระชัยยะวงศา ก็ขุดตามทีละรูปทีละคน ท่านละ ๓ ครั้ง
ครั้นแล้ว ก็กลับมาวัดสวนดอก
ส่วนพระชัยยะวงศากับศรัทธาที่ไปด้วยกัน
ก็พากันกลับเมืองตืน แล้วไปวัดจอมหมอกที่เดิม
อยู่ไปถึงเดือนยี่แรม ๔ ค่ำ
พระชัยยะวงศาก็พาศรัทธายางโฮ้ง ยางดอย
มากมายขึ้นไปค้ำสมภารครูบาเจ้าศรีวิชัยทำทางขึ้นดอยสุเทพ
ครั้นไปถึงวัดใหม่ศรีโสดาแล้วเข้าไปนมัสการครูบาเจ้าศรีวิชัยทำทางขึ้นดอยสุเทพ
ครูบาเจ้าก็บอกให้พระชัยยะวงศาว่า
ให้ธุหาหมู่ยาวขึ้นไปขุดทางตรงทัดที่ทางโค้ง
ขึ้นไปหาห้วยแก้วพู้นเทอะ
พระชัยยะวงศาก็พายางและไตย
แปลงตูบอยู่เป็นที่แล้ว ก็ขุดทางขึ้นไปได้เป็นช่วงๆ
ไปเลยจนถึงน้ำบ่อเต่า
ครั้งแล้วก็ลงมาช่วยครูบาอภิชัยขาวปีตัดหัวหิน
เอากระเทียมกรีดชักแนวแล้วเอาน้ำมันไขวัวเจียดทาตามรอยกระเทียม
แล้วหาฟืนมาถม มากๆ แล้วก็เอาไฟเผาจนไฟจะวอดแล้วให้หมู่ยาง
หาน้ำมารดไฟและหินร้อนนั้นพร้อมกัน
หินผานั้นก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ส่วนหินแตกนั้นให้หมู่ยางขนออกก่อสร้างสะพานหินต่อ
ส่วนหินผาที่ใหญ่กว้างหนามาก ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี
กับพระชัยยะวงศาก็พาศรัทธายางและไตยพยายามเผาหินผานั้นจนหมด
จนได้เป็นถนนรถเดินขึ้นไปได้
ถนนเส้นนี้ทางราชการตั้งโครงการไว้เป็นเงินงบประมาณการก่อสร้างไว้
๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าจะทำต้องใช้เวลา ๕ ปี
จึงจะทำได้ตลอดไปจนถึงตีนบันไดนาคที่รถจะขึ้นลง
ครูบาเจ้าศรีวิชัยและครูบาอภิชัยขาวปี
พระชัยยะวงศาพาศรัทธาทั้งยางและไตยทั่วสารทิศช่วยกันสร้างถนนเส้นนี้
ตั้งแต่ลุ่มโรงสี หลวงศรีประประกาศได้ ๕ เดือน ๒๒ วัน
ถึงตีนบันไดนาคดอยสุเทพ ๕ เดือนเต็มกับ ๒๒ วัน
เจ๊กโหงเอารถให้ครูบาขี่ขึ้นไปถึงลานสนามตีนดอยบันไดนาค
แล้วพวกพระและเณรลูกศิษย์ครูบากับหลวงอนุสารสุนทรและขุนยุหว่า
และขุนกัน
อยู่ร่วมกันเป็นขบวนและครูบาอภิชัยขาวปีอีกองค์หนึ่งอยู่เป็นขบวนเดียวกันให้ช่างถ่ายรูปหมู่วันนี้แล
แล้วครูบาเจ้าศรีวิชัยขี่รถเจ๊กโหงวลลงมาวัดศรีโสดาวันนี้แล
แล้วพระชัยยะวงศา กับแม่บ่อแก้ว ป้าลัวเต็ม
พี่ขันคำ และหมู่ยาง ๓-๔
คนพากันย้ายจากที่พักน้ำบ่อเต่าลงมาพักอยู่ที่ดอยม่อนพระยาหงษ์แล้วมีธุเจ้าและพระชัยยะวงศา
พากันขุดอุโมงค์ก่อเจดีย์ขึ้น ๑ ดวง กว้าง ๖ ศอก
ครูบาเจ้าศรีวิชัย เรียกชื่อว่าวัดอานาคา
หมู่เดียวกันพากันสร้างจนสำเร็จเอายอดฉัตรขึ้นต่างๆ
เสร็จแล้วก็ซ่อมทางที่ไม่งามให้สวยแล้วอยู่ถึงวันเดือน ๘
เพ็ง คณะสงฆะ ๑๐๐ กว่ารูป สวดมนต์หลวง สวดเบิก ฟังธรรม
อบรมวิหาร พุทธาภิเษกพระพุทธรูป ถนน วัดศรีโสดา เดือน ๘
แรม ๑ ค่ำ ครูบาเจ้าสุนทรเป็นอาจารย์เวนทาน เวนทานครั้งนี้
๔ อาจารย์อยู่เวนทาน ๔ มุมวิหาร เวนทานพร้อมกัน
เสร็จแล้วประเคนครัวทานต้นกัณฑ์ต่างๆ
พระชัยยะวงศาก็ทำต้นกัณฑ์แห่ลงมาถวายทาน
ด้วยกันต้นกัณฑ์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย
ต้นสูงใหญ่ต้นหนึ่งถวายทาน ด้วยกัน
แล้วถวายสัวฆทานแด่พระสังฆะเสร็จ เวลาเวนทานฝนก็ตกใหญ่
พวกพระเณรศรัทธาทั้งหลายก็เปียกชุ่มฝนทุกรูปทุกคน
สนุกก็สนุกเปียก ก็เปียก ส่วนบุญในวันนั้นก็เสร็จไปแล้ว
อยู่ถึงเดือน ๘ เหนือ แรม ๒ ค่ำ
ครูบาเจ้าศรีวิชัย พาครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี
ลงไปวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
เพื่อต่อนิสัยแล้วให้ครูบานุ่งห่มเหลืองต่อไปวันนี้แล
ถึงเดือน ๘ แรม ๓ ค่ำ
พระชัยยะวงศาก็พาศรัทธาที่มาด้วยกันกลับวัดจอมหมอกเมืองตืนที่เก่า
อยู่ถึงเดือน ๘ เพ็ง พระชัยยะวงศาอายุได้ ๒๒ ปี
จำพรรษาครั้งที่ ๓ ที่วัดจอมหมอกอยู่ไปถึงออกพรรษาแล้ว
จนถึงเดือนยี่ออก ๑ ค่ำ พ.ศ.๒๔๗๘ จ.ศ.๑๑๙๘
ปีดับใค๊ พระชัยยะวงศา อายุได้ ๒๓ ปี ก็พาโยมติดตาม ๒ คน
ขึ้นไปทำบุญฟังธรรมมหาชาติ เท่าอายุครูบาศรีวิชัย ครบ ๕๘
ปี ที่วัดพระสิงห์หลวงเชียงใหม่
เมื่อสร้างถนนเสร็จแล้ว ทางคณะสงฆ์
ส่วนราชการ
และสาธุชนทั้งหลายก็ได้อาราธนาท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยมาเป็นประธานในการสร้างพระวิหารหลวงวัดสวนดอก
พระอารามหลวง พระบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ก็ได้ติดตามมาช่วยท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยสร้างวิหารวัดสวนดอก
โดยได้ฝากตัวเป็นศิษย์รับการศึกษาอบรมจากท่านครูบาศรีวิชัยในยามที่ท่านว่างจากการบัญชางานการก่อสรางและว่างจากการต้อนรับศรัทธาสาธุชน
ท่านครูบาบุญปั๋นเล่าให้ฟังว่า
ครั้งหนึ่งท่านได้เข้าไปปฏิบัติรับใช้ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย
และกราบเรียนถามท่านเรื่องของการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน
ท่านได้ถามครูบาเจ้าบุญปั๋นว่า พี่ธุสวดอิติปิได้ก่อ
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋นก็กราบเรียนต่อไปว่า
ได้เจ้า
ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยก็อธิบายต่อไปว่า
อิติปิโสนั้นละ เป็นบทพุทธคุณ หื้อเอามาระนึก
คึดเป็นพุทธานุสสิต ภาวนาเอาว่าพุทฺโธ พุทฺโธ ไปใจ้ๆ
เอาจิตกำหนดไว้ที่ลมหายใจเข้าออกเน่อ
ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยก็ถามต่อไปว่า
วัดบ้านแมที่ท่านอยู่นั้นใกล้กันกับวัดร้องขุ้มของครูบาสุริยะก่อ
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋นก็กราบเรียนตอบว่า
ใกล้กั๋นเจ้า
ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยก็กล่าวต่อไปว่า
หื้อรักษาตั๋ว
รักษาใจไว้หื้อดีแล้วจักได้ไปอยู่เป็นอธิการหลวงเจ้าวัดนี้
จากนั้นมาเมื่อท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยไปเป็นประธานนั่งหนักก่อร่างสร้างแปลงวัดวาอารามที่ใด
พระบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ได้ทราบข่าวก็จะพาคณะศรัทธาสาธุชนไปช่วยทำบุญทุกครั้ง
สุดท้ายที่ได้อนุโมทนาบุญร่วมกับท่านที่วัดจามเทวี
เมืองนครลำพูน


ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส
ก่อนแต่ที่จะเล่าเรื่องราวอันพระบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ จักได้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดร้องขุ้มนั้น
เพื่อไม่ให้บังเกิดความสับสน
และง่ายต่อการเข้าใจจักขออธิบายถึงบุคคลต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับเถระประวัติชีวิตของท่านครูบาเจ้าบุญปั๋นตอนนี้
มีดังนี้คือ
๑. เจ้าอธิการสุริยะ สุริโย
หรือครูบาเจ้าสุริยะ ท่านผู้นี้เป็นเจ้าอาวาสวัดร้องขุ้ม
และเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านแม เป็นพระเถระผู้ทรงพระปาฏิโมกข์
ต่อมาท่านได้ถึงแก่มรณภาพลงไป
จากนั้นมีพระภิกษุได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสปกครองวัดร้องขุ้มอยู่ระยะหนึ่ง
ซึ่งประกอบไปด้วย
๑.๑ ครูบาคำ
ท่านผู้นี้เป็นเจ้าอาวาสสืบแทนท่านครูบาสุริยะ
ดำรงตนในฝ่ายสมถะ มีวิถีชีวิตครองเพศสมณแบบเรียบง่าย
ตามธรรมเนียมของพระสงฆ์ในล้านนา
จึงไม่ปรากฏเรื่องราวและประวัติของท่านมากนักมีเพียงคำบอกเล่าของผู้เฒ่าแก่เล่าให้ฟัง
อยู่ครองวัดจนมรณภาพ
๑.๒ ครูบาด้วง
ท่านผู้นี้รั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดร้องขุ้มสืบแทนท่านครูบาคำ
ข้อมูลทางมุขปาฐะเล่าว่า
พระคุณท่านทรงวิทยาคมสูงส่งจนบางครั้งคนสำคัญผิดคิดว่าท่านร้อนวิชา
ถึงกับเล่าลือว่ามีวิชาเสือสมิงและความเป็นจริงจะอย่างไรไม่ปรากฏ
ท่านไม่ชอบอยู่กับที่ ได้ธุดงค์เรื่อยไป
สุดท้ายหลวงพ่อพระครูธรรมชยาภรณ์เล่าว่าท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง
และมรณภาพ
๑.๓ พระอธิการลือ เตชวณฺโณ
เดิมบรรพชาอุปสมบทในสำนักวัดธรรมชัยเวียงแม
และได้รับอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาสวัดร้องขุ้มมีชื่อเสียงในททางเทศนามหาชาติเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรี
และกัณฑ์กุมาร ต่อมาได้ลาสิกขาบทออกไป
เป็นเหตุให้วัดร้องขุ้มว่างจากเจ้าอาวาส
เมื่อสึกแล้วผู้คนเรียกท่านว่า พ่อหนานเสือ
และใช้นามฉายา เตชวณฺโณ ในสมัยที่เป็นพระ
มาตั้งเป็นนามสกุล ผู้เขียนเองเมื่อสมัยเป็นสามเณร
ก็ได้มาศึกษาเล่าเรียนวิชาการเทศน์มหาชาติแบบล้านนาจากท่าน
๒. พระครูอาทรศาสกิจ (ครูบาดวงทิพย์
อินฺทจกฺโก) เจ้าอาวาสวัดกิ่วแลหลวง
กรรมการสงฆ์อำเภอสันป่าตอง ประจำองค์การสาธารณูปการ
ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบ้านแม เมื่อเจ้าอธิการอุ๋นใจ๋
ญาโณ (ครูบาญาณะ) เจ้าอาวาสวัดท่าโป่ง เจ้าคณะตำบลบ้านแม
ได้ถึงแก่มรณภาพลงไป ท่านครูบาบุญมาเมธา
ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าโป่งสืบแทน
แต่ไม่สมัครใจรับตำแหน่งเจ้าคณะตำบล
ทางการสงฆ์อำเภอสันป่าตองในขณะนั้นมีพระครูวิเชียรปัญญา
วัดศรีเกิด เป็นเจ้าคณะอำเภอสันป่าตอง
ท่านได้มอบหมายให้ครูบาดวงทิพย์ อินฺทจกฺโก
วัดกิ่วแลหลวงเป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบ้านแมสืบแทน
ต่อมาเมื่อจัดการการปกครองคณะสงฆ์เข้าที่แล้ว
ทางการคณะสงฆ์แต่งตั้งท่านครูบาคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
เป็นเจ้าคณะตำบลสืบแทนต่อมา
เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๔ มะเส็งฉนำ
กัมไพชขอมพิไสยไทยภาษาวาปีร้วงใส้
วัดร้องขุ้มได้ว่างเจ้าอาวาสลงไป เนื่องมาจากพระอธิการลือ เตชวณฺโณ
เจ้าอาวาสองค์ก่อนได้ลาสิกขาบท
ทั้งวัดคงค้างแต่สามเณรเพียง ๔ รูป
คณะศรัทธาวัดร้องขุ้มอันประกอบไปด้วยกรรมการวัด
ศรัทธาผู้เฒ่าผู้แก่โดยการนำของพ่อหลวงคำมูล วรรณลังกา
ผู้ใหญ่บ้านบ้านร้องขุ้ม พ่อเฒ่าหนานมา ชัยชนะ
มัคนายกอาจารย์วัดร้องขุ้ม
ได้พากันไหว้สากราบเรียนท่านครูบาคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
เพื่อจักเมตตาขอเอาพระภิกษุบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ไปดำรงแหน่งเจ้าอาวาสวัดร้องขุ้ม ท่านครูบาคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
ได้เรียกพระบุญปั๋น ธมฺมปญโญ มาพูดคุยเรื่องนี้
ท่านก็มาพิจารณาว่าการเป็นเจ้าอาวาสนั้นเป็นการนำเอาภาระหนักมาใส่ตนดังคำนำหน้านามที่เรียกเจ้าอาวาสว่า
พระอธิการ ซึ่งแปลว่าผู้มีงานอันยิ่งใหญ่
ท่านก็กราบเรียนครูบาคำอ้ายว่า
จักขอปฏิบัติธรรมไปตามความสมัครใจ
ไม่พร้อมที่จะไปรับตำแหน่งเจ้าอาวาส
การณ์เป็นดังนี้สองครั้งท่านก็ไม่ตกลง
ครั้งที่สามคณะกรรมการและศรัทธาสาธุชนวัดร้องขุ้มตัดสินใจไปไหว้ท่านครูบาดวงทิพย์
อินฺทจกฺโก วัดกิ่วแลหลวง
ในฐานะผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะตำบลบ้านแม
กราบเรียนเรื่องราวแจ้งความประสงค์ให้ท่านทราบท่านครูบาดวงทิพย์ก็รับปากที่จะช่วยเหลือ
จึงได้ชวนเอาคณะกรรมการและศรัทธาสาธุชนวัดร้องขุ้มเดินทางมายังวัดธรรมชัยบ้านแม
นิมนต์ท่านพระครูคำอ้าย และพระบุญปั๋น
มาพูดอธิบายถึงเรื่องราวให้รับฟังกัน
ดังที่ท่านพระครูธรรมชยาภรณ์เล่าให้ฟังว่า
ครูบาดวงทิพย์ท่านยกเหตุผลที่งดงามว่า
การไปดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น
ถือว่าเป็นการช่วยกันสืบต่อายุพระบวรพุทธศาสนา
การที่ท่านได้ตั้งใจปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมอยู่นี้ก็เป็นการดียิ่งนัก
แต่ถ้าได้ช่วยกันรับเอาภาระธุระพระศานา
ดูแลเอาใจเสนาสนะถาวรวัตถุวัดวาอาราม
อบรมศีลธรรมพร่ำสอนศรัทธานาบุญหื้อเข้าใจน้ำธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าแผ่ผายกว้างขวางออกไป
ก็จักเป็นมหากุศลอันยิ่ง ที่มานี้ก็ในฐานะเจ้าคณะผู้ปกครอง
มาร้องขอหื้อท่านรับภาระหน้าที่การงาน
ส่วนครูบาคำอ้ายก็จุ่งอนุญาตขาดปลงธุน้อง
หื้อไปช่วยกันสร้างสมอบรมพ่ำเพ็งบารมีธรรมต่อไปเทอะ
เมื่อได้ฟังโอวาทานุศาสน์อันกับด้วยอำนาจทางการปกครอง
เช่นนี้ แม้ครูบาคำอ้าย และพระบุญปั๋น จะไม่เต็มใจนัก
แต่ก็ได้ตกลงปลงใจรับเอาขันข้าวตอกดอกไม้ที่คณะศรัทธาน้อมเวนเคนถวายนั้นแล้ว
จากนั้นก็พากันหามื้อจันทร์วันดีที่จักอังคาธราธนาพระบุญปั๋นไปจำพรรษายังวัดร้องขุ้มต่อไป
ครั้งได้กฤษ์งามยามดีแล้ว ท่านครูบาคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรและคณะศรัทธาสาธุชนวัดธรรมชัยบ้านแมผู้ติดตามไปคณะศรัทธษสาธุชนวัดร้องขุ้มผู้ตกแต่งดาขันข้าวตอกดอกไม้เป็นขบวนมารับก็อาราธนาเอาพระบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ เดินทางจากวัดธรรมชัยบ้านแมมาด้วยลำดับมัคคาลังการ
เถิงยังวัดร้องขุ้มแล้ว ก็ได้ยกยอเอายังพระบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดร้องขุ้ม
นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๘๔
เป็นต้นมาด้วยอำนาจออกความตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ได้ออกกฎตราไว้ว่า
พระภิกษุรูปใด ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส
หากไม่มีสมณศักดิ์อื่นใด ให้ใช้คำนำหน้านามว่า พระอธิการ
เป็นสมณศักดิ์ลำดับต้น พระภิกษุรูปใด
ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบล หรือเป็นพระอุปัชฌาชย์
หากไม่มีสมณศักดิ์อื่นใด ให้ใช้คำนำหน้านามว่า
เจ้าอธิการ เป็นสมณศักดิ์ลำดับถัดมา
ด้วยเหตุนี้นับตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๘๕ เป็นต้นมา
เมื่อได้รับตราตั้งเป็นเจ้าอาวาสแล้ว ท่านจึงมีนามว่า
พระอธิการบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองดูแลบริหารวัดร้องขุ้มให้ชอบด้วยพระธรรมวินัย
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎมหาเถรสมาคม
และคำสั่งของเจ้าคณะผู้บังคับบัญชารับสนองงานปกครอง
งานเผยแผ่ งานศึกษา และงานสาธารณูปการ
ด้วยความเรียบร้อยดีงามตามลำดับมาโดยตลอด
ในเบื้องต้นนั้นได้กล่าวว่า
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
เป็นพระผู้อนุรักษ์โบราณวัตถุและโบราณสถานนั้น
มีเหตุอันเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องนี้ก็คือ
อาณาบริเวณวัดร้องขุ้ม วัดธรรมชัย
เรื่อยไปจนกระทั่งถึงวัดวนารามน้ำบ่อหลวงนั้น
เป็นเขตโบราณสถานมาก่อน
จากการศึกษาและขุดค้นโดยทั่วไปทำให้ทราบว่า ณ
ที่นี้เป็นเมืองเก่าที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระญามังรายมหาราชเจ้าท่านสถาปนาเวียงแห่งนี้ขึ้นมาพร้อมกับการสร้างเวียงกุมกามเพื่อให้เป็นที่ประทับของพระนางเทพคำข่าย
พระธิดาของเจ้ากระหม่อมฟ้ารุ่งแก่นชาย
แห่งราชอาณาจักรสิบสิงพันนาด้วยว่า
พระนางเทพคำข่ายมหาเทวีนั้นเป็นพระราชมารดาของพระองค์
เมื่อพระญามังรายมหาราชยึดเอาอาณาจักรหริภุญชัยได้แล้ว
พระองค์ท่านได้ขยายอาณาเขตแผ่พระราชอำนาจไปสร้างเมืองขนาดย่อมเมืองหนึ่ง
ซึ่งกล่าวกันว่าท่านสร้างให้พระราชมารดาเป็นการบูชาพรคุณแม่ของพระองค์ท่าน
ต่อมาสำเนียงคำว่าเวียงแม่นั้นกร่อนลงเหลือเพียงคำว่าเวียงแม
และเป็นบ้านแมในที่สุด
เมื่อแรกตั้งเขตการปกครองเป็นเมืองคือจังหวัด
แขวงคืออำเภอหมวดคือตำบลขึ้นมาในเบื้องต้นนั้น
ตำแหน่งทางการปกครองจึงปรากฏในตำนานพื้นเมืองดั้งเดิม เช่น
ทำเนียบคณะสงฆ์
และประกาศแบ่งงานในการเตรียมการรับเสด็จพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๗ เมื่อ ว่า
พระครูวิเชียรปัญญา
เจ้าคณะแขวงบ้านแม
เจ้าราชสัมพันธวงศ์
นายอำเภอบ้านแม
ที่ว่าการแขวง
หรือที่ว่าการอำเภอบ้านแมนั้นตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนวัดบ้านเปียงในปัจจุบันนี้
ต่อมาทางราชการได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่
ให้ทันสมัยกับเหตุการณ์
แขวงและอำเภอบ้านแมจึงเปลี่ยนเป็นอำเภอสันป่าตอง
และย้ายที่ว่าการมาอยู่ ณ บ้านสันป่าตองในปัจจุบันนี้
เวียงแมแต่โบราณนั้น
มีอาณาบริเวณครอบคลุมระหว่างบ้านแมบ้านเจดีย์เนิ้ง
และบ้านคุ้ม บ้านแม คือจุดศูนย์กลางของเวียง
เพราะปรากฏซากของคูน้ำคันดิน กำแพงเมืองโบราณ
และวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย ปัจจุบันนี้เรียกว่าบ้านแม
บ้านเจดีย์เนิ้งนั้น
จากคำบอกเล่าของหลวงพ่อท่านพระครูธรรมชยาภรณ์ (ครูบาคำ
ติสฺสวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดธรรมชัยบ้านแม
รองเจ้าคณะอำเภอสันป่าตอง กรุณาเล่าให้ฟังว่า
บริเวณบ้านเจดีย์เนิ้งนั้นมีเจดีย์เก่าอยู่องค์หนึ่ง
ซึ่งเก่าแก่ทรุดโทรมไปตามลำดับกาลเวลา
ต่อมาได้ทรุดเอียงลงไปด้านหนึ่ง
ซึ่งคนทั้งหลายเห็นภาพอย่างนั้นปรากฏแก่สายตาก็เลยเรียกว่า
เจดีย์เนิ้ง
และได้เป็นมงคลนามเรียกชื่อหมู่บ้านมาตั้งแต่โบราณ
ศรัทธาประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแม
และบ้านเจดีย์เนิ้งนี้ได้ถวายการอุปถัมภ์บำรุงวัดธรรมชัย
ส่วนหมู่บ้านคุ้มนั้น
ปัจจุบันนี้มีผู้คนทั้งหลายเรียกกันว่า บ้านร้องขุ้ม
ซึ่งหากจะเขียนให้ตรงตามความหมาย น่าจะเขียนเป็น
ล้องขุ้ม เนื่องด้วยคำว่า ล้อง
นั้นตามความหมายของภาษาล้านนาแปลว่าแอ่งน้ำ ส่วนคำว่า
ร้อง แปลว่าการเปล่งเสียงออกมา
ถ้าคนล้านนาออกสำเนียงที่เขียนด้วยอักษรนี้ก็จะออกเสียงว่า
ฮ้อง ซึ่งจะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป ส่วนคำว่า ขุ้ม
นั้นแปล
ความหมายว่าคือนกชนิดหนึ่งซึ่งชอบหากินตามแอ่งน้ำหรือชายน้ำ
การเขียนด้วยอักษรว่า ร้องขุ้ม
จึงทำให้ความหายเปลี่ยนไปจากเดิมทั้งหมด
เพราะจากการสันนิษฐานในทางประวัติศาสตร์
รวมไปถึงการนิมิตตามความเชื่อของบุคคล เข้าใจว่า ณ
บริเวณบ้านร้องขุ้มนั้น
เป็นวังของหมื่นคุ้มนครเป็นผู้ครองเวียงแมในอดีต
จึงเรียกกันว่า บ้านคุ้ม
ต่อมากร่อนสำเนียงไปเป็นบ้านร้องขุ้ม
แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์รวมกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์
แล้วก็ยังคงทิ้งร่องรอยทางภาษาไว้อยู่บ้าง
ดังนั้นในบริเวณบ้านและวัดร้องขุ้มนั้น
เมื่อขุดค้นดูจึงพบโบราณวัตถุอยู่เป็นจำนวนมาก
จากบริเวณบ้านแม (เวียงแม)
มาถึงบ้านร้องขุ้ม (บ้านคุ้ม)
นั้นจะผ่านทุ่งนาซึ่งมีวัดร้างและปรากฏพระเจดีย์เก่าตั้งอยู่องค์หนึ่ง
หลายท่านกล่าวว่าเป็นเจดีย์กู่คำที่พระญามังรายมหาราชเจ้าทรงโปรดให้สร้างถวายเป็นพระอารามสำหรับพระนางเทพคำข่าย
พระราชมารดาได้บำเพ็ญพระราชกุศล
แต่หลักฐานนี้ก็ตรงตรงกันกับพระเจดีย์กู่คำที่เวียงกุมกาม
อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
อย่างไรก็ตามวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ของเวียงแม
ท้องนาในอาณาบริเวณโดยรอบนั้น
ทางราชการกรมที่ดินก็ไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ์แสดงการปกครองแต่อย่างใด
คงอนุญาตให้ชาวบ้านใช้เป็นสถานที่ทำการเกษตรกรรมต่อไปได้
เมื่อท่านพระครูเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ได้มาดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดร้องขุ้มแล้ว
ท่านได้เริ่มการอนุรักษ์โบราณสถานวัตถุต่างๆ
โดยเก็บรักษาไว้ในตู้ที่วัดร้องขุ้มเป็นอย่างดี
ในส่วนของโบราณสถานนั้นท่านได้ดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดร้างกู่คำ
โดยการเสริมฐานรากของพระเจดีย์ให้มั่นคง
สร้างกำแพงแก้วล้อมรอบบริเวณองค์พระเจดีย์
และฐานพระวิหารเดิม เพื่อกันชาวบ้านเข้าไปบุกรุกทำลาย
แต่กว่าท่านจะเข้าไปพัฒนาบูรณะนั้น
ก็ปรากฏว่าได้มีมิจฉาทิฎฐิบุคคลกลุ่มหนึ่งทำการลักลอบเจาะองค์พระเจดีย์เพื่อขุดเอาโบราณวัตถุและของศักดืสิทธิ์ไปบ้างแล้ว
เมื่อผู้เขียนยังเป็นเด็กอยู่นั้น
ยังจำได้ว่าบริเวณทุ่งนานั้นทางด้านทิศเหนือของวัดร้างแห่งนี้มีการขุดค้นลงไปในแผ่นดินโดยผู้ที่ขุดค้นนั้นอ้างว่าได้ลายแทงสมบัติมา
แต่ในระหว่างทำการขุดนั้นก็ปรากฏเหตุการณ์อภินิหารต่างๆ
เล่ากันสืบๆ ต่อๆ กันมา
ในฝ่ายสัมมาทิฎฐิบุคคล
สาธุชนผู้ดำรงมั่นอยู่ในกุศลธรรมมีคุณงามความดีอยู่ในตน
ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า
ในวันพระจันทร์เต็มดวงหรือวันพระจันทร์ดับก็จะมักเห็นแสงไฟดวงกลมโต
หรือเปลวแสงที่โชติช่วงลอยขึ้นจากบริเวณวัดร้างนี้อยู่เสมอมา
ท่านพระครูบาเจ้าบุญปั๋นก็เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังเช่นนี้
ตลอดชีวิตของท่านได้ทำการปกป้องโบราณสถานและโบราณวัตถุต่างๆ
ด้วยใจรักมาโดยตลอด
โบราณสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งก็คือ
พระธาตุเจดีย์วัดร้องขุ้มในสมัยเมื่อผู้เขียนยังเป็นสามเณรอยู่นั้น
พระธาตุเจดีย์มีสภาพที่เก่าแก่มากแต่ได้รับการบูรณะสังขรณ์ในภายหลัง
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
เล่าว่าเป็นพระเจดีย์เก่าแก่อยู่คู่กับวัดมานานแล้ว
และมีความศักดิ์สิทธิ์มากในวันพระเดือนดับเพ็ง
มักจะมีคนเห็นลำแสงพวยพุ่งออกจากพระธาตุเจดีย์เป็นประจำ
หากศรัทธาประชาชนจะทำพิธีบูชาเทียน หรือกินอ้อประหญา
ก็จะพากันมาอธิษฐาน ณ บริเวณลานพระธาตุเจดีย์องค์นี้
ซึ่งก็ได้รับความสำเร็จสมตามความปราถนาทุกประการ

วัดร้องขุ้มในฐานะเป็นวัดหมวดอุโบสถ
ความสำคัญของวัดร้องขุ้มอีกประการหนึ่งก็คือเป็นวัดหมวดอุโบสถคำว่า
หมวดโบสถ
หมายถึงการปกครองคณะสงฆ์ในเขตประชุมลงอุโบสถสังฆกรรม
ทำพิธีต่างๆ เช่น การอุปสมบท การสวดให้ผ้ากฐิน
และการฟังพระปาฏิโมกข์ ร่วมกันเป็นต้น
เป็นธรรมเนียมที่พระสงฆ์ในล้านนาไทยปฏิบัติสืบต่อกันมาก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ในเขตอาณาบริเวณเดียวกัน
ยกตัวอย่างเช่นว่าในตำบลหนึ่ง มีวัดจำนวนประมาณ ๑๐ กว่าวัด
ทั้งหมดนี้จะมีโรงอุโบสถอย่างน้อย ๑ แห่ง
ที่ทำพิธีผูกพัทธสีมายกให้ต่างหากจากพระราชอาณาเขต
เป็นปริสุทธิภูมิดินแดน
อันศักดิ์สิทธิ์ที่สงฆ์จะทำสังฆกรรมร่วมกันได้
โดยเฉพาะในช่วงเทสกาล เข้าพรรษา ที่พระสงฆ์จะต้องลงอุโบสถ
เพื่อฟังพระปาฏิโมกข์ร่วมกันทุกกึ่งเดือนในจำนวนพระภิกษุที่ประชุมร่วมกันในโรงอุโบสถแห่งนั้น
หากพระมหาเถระรูปใดทรงภูมิธรรม ที่พรรษายุกาลสูง
ก็จะยกให้ท่านผู้นั้นเป็นเจ้าคณะหมวดอุโบสถ
มีหน้าที่ในการปกครองดูแลเอาใจใส่ว่ากล่าวตักเตือนพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงรวมทั้งเป็นพระอุปัชฌาชย์ด้วย
ส่วนใหญ่จะผ่านพิธีเถราภิเษกยกยอให้เป็นครูบามีฐานะที่ควรแก่การเคารพนับถือ
ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง
จังหวัดเชียงใหม่ มีวัดร้องขุ้มเป็นวัดที่มีโรงอุโบสถ
ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณกาล
พระสงฆ์ในตำบลนี้ส่วนใหญ่ได้รับการอุปสมบทในโรงอุโบสถแห่งนี่ทั้งนั้น
ผู้เขียนเองก็อุปสมบท ณ พัทธสีมาโรงอุโบสถแห่งนี้
นับตั้งแต่สมัยครูบาเจ้าสุริยะ
มาจนกระทั่งถึงสมัยปัจจุบันโรงอุปสมบถแแห่งนี้ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่
งานส่งเสริมการศึกษา
การศึกษานับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดร้องขุ้มแล้วท่านครูบาเจ้าบุยปั๋น
ธมฺมปญโญ
ได้เป็นประธานสร้างโรงเรียนวัดร้องขุ้มขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียนของกุลบุตรกุลธิดา
ดังที่มีพระเถระในท้องถิ่นนี้เป็นผู้นำประชาชนช่วยกันสร้าง
และมีสร้อยนามต่อท้ายชื่อของโรงเรียนต่างๆ เช่น
เจ้าอธิการอุ่นใจ ญาโณ และพระครูบุญมา เมโธ
เป็นประธานสร้างโรงเรียนวัดท่าโป่ง (ญาณเมธาราษฎรนุกุล)
พระครูคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
เป็นประธานสร้างโรงเรียนวัดบ้านแม (ชัยวุฒิราษฎรประสาท)
ครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
เป็นประธานสร้างโรงเรียนวัดร้องขุ้ม (บุญปั๋นวิทยาลัย)
โรงเรียนนี้ตั้งอยู่ในเขตวัดร้องขุ้มด้านทิศเหนือ
มีอาคารเรียนที่ท่านสร้าง ดังนี้

๑. พ.ศ.๒๕๔๘
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาลวัดร้องขุ้ม
โดยสร้างเป็นอาคารไม้
ตามแบบแปลนของกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น
สิ้นสุดทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมด ๒๔,๘๔๒ บาท
๒. พ.ศ. ๒๕๐๒
เป็นประธานกรรมการดำเนินการก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนประชาบาลวัดร้องขุ้ม
โดยรื้ออาคารไม้หลังเก่าออกแล้วสร้างอาคารใหม่ก่ออิฐถือปูน
สิ้นทุนทรัพย์การก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ บาท
ครูบาคำอ้าย พระพี่ชายมรณภาพ
ท่านครูบาเจ้าคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
พระพี่ชายคนโต อยู่ครองวัดธรรมชัย ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ น้องชายคนเล็ก
ได้อยู่ครองวัดร้องขุ้มในฐานะเจ้าอาวาสวัดพี่และวัดน้องมาด้วยดีโดยลำดับ
ครูบาเจ้าคำอ้าย พี่ชายคนโตเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗
ครูบาเจ้าบุญปั๋น น้องชายคนเล็ก เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑
ครูบาทั้งสององค์พี่น้องจึงมีอายุห่างกันถึง ๑๔ ปี
เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๑๔
ท่านครูบาเจ้าคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ อายุ ๗๗ ปี พรรษา ๕๖
พระพี่ชายคนโตของท่านพระครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ก็ได้ถึงแก่มรณะภาพจากไป โดยธรรมเนียมของล้านนา
มักจะมีการยกย่องพระมหาเถระในท้องถิ่นขึ้นเป็นที่เคารพกราบไหว้ในฐานะประธานสงฆ์แห่งหมู่คณะนั้นๆ
แม้จะไม่มีพิธีการเถราภิเษกยกยอเหมือนในอดีตกาลที่ผ่านมา
แต่ก็มักจะเป็นไปโดยปริยายแห่งสมมติของปวงชน
เมื่อทุกฝ่ายต่างยอมรับซึ่งกันและกันแล้ว
ในตำบลบ้านแมเมื่อสิ้นบุญของท่านครูบาเจ้าคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
ลงไปแล้ว ก็ไม่มีพระมหาเถระระดับครูบา
พระอธิการบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ซึ่งในขณะนั้นคนทั้งปวงออกนามเรียกขานท่านว่า
ตุ๊ลุงบุญปั๋น จึงได้การได้รับการยกย่องโดยความเคารพ
ด้วยการใช้สรรพนามเรียกขานท่านให้เป็น ครูบา
หลังจากการมรณภาพของครูบาเจ้าคำอ้าย พระพี่ชายของท่าน
วิทยาคุณที่เมตตาต่อศิษยานุศิษย์
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ได้รับการศึกษาอบรมมาจากสำนักวัดพระธรรมชัย
และจากครูบาอาจารย์หลายท่าน
ครั้นเมื่อสิ้นบุญของท่านครูบาเจ้าคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ
ลงไปแล้ว
งานการสิ่งใดอันเป็นภาระธุระของพระมหาเถระก็มาถึงท่าน
โดยเฉพาะความต้องการของปวงชนที่นับถือพระบวรพุทธศาสนาแต่ยังมีจิตศรัทธาในความเชื่อแบบดั้งเดิมทั้งที่เกี่ยวเนื่องมนตราคาถาต่างๆ
ทั้งที่มาในพระไตรปิฏก และนอกพระไตรปิฏก
วิทยาคุณที่ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ใช้โปรดเมตตาต่อศิษยานุศิษย์มาโดยตลอด ซึ่งเด่นชัดจะมีอยู่
๒ เรื่องใหญ่ๆ คือ
๑. การกินอ้อผะหญา
คือการพิธีทางศาสนาของล้านนา
เพื่อช่วยเสริมสติปัญญาให้ทรงจำสรรพวิชาความรู้ต่างๆ
ได้เป็นอย่างดี
๒. การบูชาเทียน
เป็นพิธีกรรมแบบพื้นบ้านของชาวล้านนาชนิดหนึ่งที่นิยมทำกันมาก
ทำโดยการจุดเทียนในที่กำหนดเพื่อให้ผลตามที่ต้องการ
โดยเทียนที่ใช้ในพิธีบูชาเทียนนี้จะต้องเป็นเทียนที่ทำขึ้นเป็นพิเศษมีไส้ทำด้วยกระดาษสาที่เขียนยันต์ซึ่งอาจารย์เจ้าเป็นผู้กระทำให้ตามความประสงค์ของผู้ที่ต้องการบูชา
เทียนของท่านพระครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ที่มีชื่อเสียงคือเทียนเศรษฐีล้มลุก และเทียนสืบชะตา
ลดเคราะห์ และรับโชค โดยเฉพาะเทียนเศรษฐีล้มลุกนั้น
เล่ากันว่าสามารถทำให้ศรัทธาญาติโยมประสพความสำเร็จในการประกอบสัมมาอาชีพมาแล้วเป็นจำนวนมาก
แม้พิธีกรรมดังกล่าวจะเป็นเพียงเปลือกและกระพี้แห่งพระพุทธศาสนา
แต่เมตตานุเคราะห์ที่มากล้นอยู่ในใจของท่านพระครูบาเจ้าบุญปั๋นในอันที่จะโปรดศรัทธาสาธุชนให้มีวิถีชีวิตที่สงบร่มเย็น
ท่านก็เมตตาทำไปเมื่อมีโอกาสก็จะแนะนำพร่ำสอนให้สาธุชนดำรงตนอยู่ในหลักของพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เสมอ

จาคธรรม อนุสรณ์แห่งเมตตาจิต
ปัจฉิมแห่งชีวิตของท่านพระครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ กุศลบุญราศีแห่งการประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม
ปรากฏชัดแก่พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป
นำส่งให้บรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลายที่เคารพเริ่มประกาศคุณวิเศษของท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ สืบๆ ต่อๆ กันไป
เป็นเหตุให้ลาภสักการะมากมายไหลมาสู่ท่าน
ปัจจัยทั้งปวงไม่ก่อให้เกิดความยึดติดในจิตใจของพระเถระผุ้เป็นสุปฎิปันโน
หากมีใครมาขอบริจาค
หรือคิดจะก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุสิ่งใดท่านจะทำในทันที
ปรากฏผลงานดังต่อไปนี้
งานสาธารณูปการก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุในวัดร้องขุ้มและวัดต่างๆ
๑. พ.ศ.๒๔๘๗
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างหอพระไตรปิฏกวัดร้องขุ้ม
สูงสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ สถาปัตยกรรมทรงล้านนาไทย
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท
๒. พ.ศ. ๒๔๙๘
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างวิหารวัดร้องขุ้มแทนวิหารหลังเดิมที่ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา
สถาปัตยกรรมทรงล้านนาไทย
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๒๓๕,๐๐๐ บาท
๓. พ.ศ. ๒๕๑๐
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างกุฏิสงฆ์วัดร้องขุ้ม
สูงสองชั้น
สถาปัตยกรรมทรงล้านนาไทยประยุกต์สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ
๑๖๐,๐๐๐ บาท
๔. พ.ศ. ๒๕๑๖
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญวัดร้องขุ้ม
สถาปัตยกรรมทรงล้านนาประยุกต์
ใช้เป็นสถานที่นอนพักปฏิบัติธรรมรักษาอุโบสถของอุบาสกอุบาสิกาในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๑๔๕,๐๐๐ บาท
๕. พ.ศ. ๒๕๒๔
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างอุโบสถวัดร้องขุ้ม
แทนอุโบสถหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา
สถาปัตยกรรมทรงล้านนาไทย
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๒๕๘,๐๐๐ บาท
๖. พ.ศ. ๒๕๒๔
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างกุฏิสำหรับปฏิบัติธกรรมฐานของพระภิกษุสงฆ์
จำนวน ๓ หลัง สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ
๕๒,๐๐๐ บาท
๗. พ.ศ. ๒๕๓๒
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์วัดร้องขุ้ม
พร้อมทั้งสร้างหอสรงน้ำพระบรมธาตุเจ้า
สถาปัตยกรรมทรงล้านนาไทย
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๑๘๕,๐๐๐ บาท
๘. พ.ศ. ๒๕๓๘
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุ ๓ รายการ
บูรณปฏิสังขรณ์ ๑ รายการ คือ
๑. สร้างศาลาเอนกประสงค์ ๑ หลัง
๒. สร้างซุ้มประตูโขงบริเวณประตูทางเข้าวัด ๑ ซุ้ม
๓. สร้างศาลาโรงครัว ๑ หลัง
๔. บูรณะปฏิสังขรณ์พระเจดีย์วัดกู่คำร้าง ๑ องค์
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ
๑,๗๕๘,๓๐๐ บาท พระธาตุเจดีย์วัดธรรม
๙. พ.ศ. ๒๕๓๘
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์วัดธรรมชัยบ้านแม
ร่วมกับหลวงพ่อท่านพระครูธรรมชยาภรณ์สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ
๗๙๙,๐๐๐ บาท
๑๐. พ.ศ. ๒๕๓๘
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างวัจจกุฎี จำนวน ๖
ห้อง สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๖๕,๐๐๐ บาท
๑๑. พ.ศ. ๒๕๓๙
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์วิหารวัดร้องขุ้ม
สิ้นทุนทรัพย์ในการบูรณะทั้งหมดประมาณ ๓,๗๗๘,๕๐๐ บาท
๑๒. พ.ศ. ๒๕๔๐
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างเมรุแบบใช้ไฟฟ้า ณ
ฌาปณสถานบ้านร้องขุ้ม
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๑,๓๒๕,๐๐๐ บาท
๑๓. พ.ศ. ๒๕๔๑
บริจาคปัจจัยสมทบทุนก่อสร้างพระวิหารวัดท่าโป่ง
เป็นจำนวนเงินทั้งหมดประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท
๑๔. พ.ศ. ๒๕๔๑
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดหาทุนเพื่อสมทบทุนช่วยในการก่อสร้างพระวิหารวัดดอนแก้ว
ตำบลทุ่งสะโตก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนเงิน
๑๔,๐๐๐ บาท
๑๕. พ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดหาทุน
เพื่อสมทบทุนช่วยในการก่อสร้างห้องน้ำวัดกุงแกง
ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวนเงิน ๑๔,๐๐๐
บาท
๑๖. พ.ศ. ๒๕๔๒
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดหาทุน
เพื่อสมทบทุนช่วยในการก่อสร้างกำแพงวัดกุงแกง ตำบลทุ่งยาว
อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวนเงิน ๓๐,๗๙๕ บาท
๑๗. พ.ศ. ๒๕๔๓
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดหาทุนเพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างพระพุทธปฏิมาประธานประจำพระวิหารวัดพระพุทธบาทเวียงเหนือ
ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวนเงิน
๔๗,๕๐๐ บาท
๑๘. พ.ศ. ๒๕๔๓
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์วิหารวัดธรรมชัยบ้านแม
ร่วมกับหลวงพ่อท่านพระครูธรรมชยาภรณ์สิ้นสุดทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ
๓,๕๕๙,๙๐๐ บาท
๑๙. พ.ศ. ๒๕๔๓
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดหาทุนในการพัฒนาวัดสันปูเลย
ตำบลบ้านด้าย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๑๔,๙๕๐ บาท
๒๐. พ.ศ. ๒๕๔๔
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดหาทุนเพื่อสมทบทุนช่วยในการก่อสร้างจองหลวง
(กุฏิสงฆ์-วิหาร-ศาลาการเปรียญ แบบไทยใหญ่) วัดทุ่งโป่ง
ตำบลทุ่งยาว อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวนเงิน ๑๑,๒๕๐
บาท
๒๑. พ.ศ. ๒๕๔๔
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดหาทุนเพื่อสมทบทุนช่วยในการก่อสร้างวิหารวัดห้วยห้าง
ตำบลตะเคียนปม อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน จำนวน ๑๖,๐๐๐
บาท

งานสาธารณประโยชน์
๑. พ.ศ. ๒๕๓๘
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างกำแพงสถานีอนามัยบ้านท่าโป่ง
ต.บ้านแม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๑๔,๖๐๐ บาท
๒. พ.ศ. ๒๕๔๐
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการซื้อเครื่องมือแพทย์เพื่อมอบให้โรงพยาบาลอำเภอสันป่าตอง
จังหวัดเชียงใหม่ สิ้นทุนทรัพย์ในการนี้ทั้งหมดประมาณ
๑๕๑,๙๙๙ บาท
๓. พ.ศ. ๒๕๔๐
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินจัดหาทุนเพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลสันป่าตองจังหวัดเชียงใหม่
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๓๐๐,๐๒๐ บาท
๔. พ.ศ. ๒๕๔๑ พ.ศ. ๒๕๔๐
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินจัดหาทุนเพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉิน
โรงพยาบาลสันป่าตองจังหวัดเชียงใหม่
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ๕.
พ.ศ. ๒๕๔๑
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินจัดหาทุนเพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างอาคารอนุบาล
โรงเรียนวัดวังกู่ ตำบลน้ำดิบ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
จำนวนเงิน ๑๐,๗๐๐ บาท
๕. พ.ศ. ๒๕๔๔
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินจัดหาทุนเพื่อพัฒนาห้องเรียนระดับอนุบาลของโรงเรียนวัดท่าโป่ง
(ญาณะเมธาราษฎร์นุกูล)
สิ้นทุนทรัพย์ในการก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๓๘,๘๖๐ บาท
๖. พ.ศ. ๒๕๔๔
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินจัดหาทุนเพื่อสมทบทุนช่วยในการจัดซื้อวัสดุครุภัณฑ์ประจำสถานีอนามัยประจำตำบลบ้านแมซึ่งตั้งอยู่
ณ บ้านกิ่วแลน้อย ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง
จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนเงิน ๑๔,๐๐๐ บาท
๗. พ.ศ. ๒๕๔๔
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินจัดหาทุนในการก่อสร้างเมรุ
ประจำ ณ ฌาปนสถานบ้านเวียงเหนือ ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย
จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวนเงิน ๖๘,๐๐๐ บาท
๘. พ.ศ. ๒๕๔๓
เป็นประธานคณะกรรมการดำเนินจัดหาทุนเพื่อสมทบทุนช่วยในการก่อสร้างถนนคอนกรีตทางลาดขึ้นอาคารผู้ป่วยใน
๓ โรงพยาบาลสันป่าตอง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
เป็นจำนนเงิน ๒๓,๒๔๐ บาท
๙. พ.ศ. ๒๕๓๕
เป็นประธานคณะกรรมการจัดตั้งกองทุนนิธิวัดร้องขุ้ม
เพื่อการกุศลจำนวน ๔๕๐,๐๐๐ บาท
  
ปัจฉิมแห่งวัย
การกำหนดอายุของมนุษย์ ปราชญ์ทางธรรมะ
และชีววิทยากล่าวว่า เมื่อแรกเกิดถึงอายุ ๒๕ ปี
เรียกว่าปฐมวัย เมื่ออายุได้ ๒๕-๕๐ ปี เรียกว่ามัชฌิมวัย
เมื่อมีอายุพ้น ๕๐ ปีขึ้นไปเรียกว่าปัจฉิมวัย มัชฌิมวัย
มาจนกระทั่งถึงปัจฉิมวัย
แต่แทนที่จะได้รับการพักผ่อนเพื่อถนอมสุขภาพ
การณ์กลับปรากฏว่ายิ่งท่านครูบาเจ้ามีพรรษายุกาลมากขึ้น
ก็มีศรัทธาสาธุชนที่เคารพเลื่อมใสท่านมากขึ้น
มีผู้คนเดินทางมานมัสการขอพรและอาราธนาท่านไปในกิจนิมนต์ต่างๆ
โดยตลอด จนกระทั่งถึงปีพุทธศักราช ๒๕๓๘
มีวันหนึ่งท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
กำลังนำเอาข้าวก้นบาตรของท่านออกมาโปรยให้บรรดานกที่อาศัยอยู่ในวัด
ณ
บริเวณลานหน้ากุฏิที่ท่านพำนักอยู่ด้วยเมตตาจิตนกเหล่านี้เชื่องคุ้นกับท่านมาก
เมื่อจะโปรยข้าวในตอนเช้านกทุกตัวจะพากันมาเดินแวดล้อมท่านทุกวัน
ท่านก็พยายามที่จะหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เดินเหยียบนก
แต่ในเช้าวันนั้นท่านเดินพลาดไปจึงได้เกิดอุบัติเหตุหกล้มที่บันไดกุฏิ
การหกล้มในครั้งนี้
ทำให้กระดูกเอวและกระดูกสันหลังของท่านแตกทำให้การเดินและการเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยความลำบาก
ต้องใช้อุปกรณ์เสริมช่วยในการเดิน และก็เป็นไปแบบเชื่องช้า
สร้างกู่บรรจุอัฐิที่ท่านสร้างไว้หลังอุโบสถ
มีวันหนึ่งผู้เขียนได้ไปร่วมสังฆกรรม ณ
โรงอุโบสถวัดร้องขุ้มก่อนที่จะประชุมสงฆ์ก้ได้เดินไปรอบๆ
โรงอุโบสถ เห็นมีสิ่งก่อสร้างขนาดกว้างยาว ๑ เมตร
สูงประมาณเมตรเศษ มีดอกปูนปั้นประดับเล็กน้อย
มีช่องทำนองจะใช้เป็นที่บรรจุอัฐิ ก็เกิดประหลาดใจ
จึงได้กราบเรียนหลวงพ่อท่านพระครูธรรมชยาภรณ์ให้ทราบ
และได้พากันไปดู
แล้วก็มากราบเรียนถามท่านครูบาเจ้าบุญปั๋นท่านก็บอกว่า
แปลงกู่ไว้ใส่กระดุกตุ๊ลุง
คือหมายความว่าสร้างสถูปไว้สำหรับบรรจุอัฎฐิธาตุของพระคุณท่าน
ผู้เขียนก็กราบเรียนท่านไปด้วยความศรัทธาว่าหากถึงเวลานั้นจริงขอรับปากว่าจะทำให้ดีที่สุด
ไม่ใช่ทำเพียงแค่องค์เล็กๆ เอย่างนี้
ท่านก็ยังยืนยันว่าให้บรรจุอัฎฐิธาตุของท่านพระคุณไว้ที่นี่แหละ
เหมือนกับจะเป็นสัญญาณเตือนให้บรรดาศิษยานุศิษย์เริ่มระลึกนึกถึงมรณัสสติ
อาพาธครั้งแรก
โดยปกติท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
เป็นพระมหาเถระที่สมบูรณ์แข็งแรง
ไม่ปรากฏว่าท่านอาพาธด้วยโรคอันใดมาก่อน
มีผิวพรรณวรรณะที่เปล่งปลั่งผ่องใสงดงาม
สายตาชัดเจนอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใช้แว่นตา
ฟันทุกซี่มีครบหมด
ด้วยว่าท่านฉันหมากที่ช่วยรักษาคลองรากฟัน
จากอาณานิสงฆ์แห่งการปฏิบัติธรรม ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ
เป็นผู้มีสติและสัญญาจำศรัทธาได้หมายรู้ชัดเจนมาโดยตลอด
ไม่ปรากฏว่าท่านหลงลืม มีความจำเป็นเลิศ
จำศรัทธาสาธุชนที่เคยมานมัสการท่านได้เป็นอย่างดี
นับตั้งแต่ท่านหกล้มเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นต้นมา
อุบัติเหตุครั้นนั้นทำให้ท่านนอนราบได้ลำบากต้องถวายการรักษาพยาบาลนานพอสมควร
เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๓ เวลาประมาณ ๑๐
นาฬิกาเศษ หลังจากฉันภัตราหารเช้าแล้ว
ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ เกิดอาการแน่นบริเวณหน้าอก
ระบบการหายใจติดขัดเล็กน้อย
เพื่อพระอุปัฎฐากเรียนถามท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร
ท่านได้หลับตากำหนดจิตทำสมาธิได้สักครู่
ปรากฏว่าอาการหายใจของท่านเริ่มถี่ขึ้นพระสิทธิพงษ์
สิทฺธิปญฺโญ
ซึ่งถวายการอุปัฏฐากท่านครูบาเจ้าอยู่ในขณะนั้น
ได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสถานีอนามัยตำบลบ้านแมมาตรวจดูอาการ
ปฐมพยาบาลแล้วประสานงานกับนายแพทย์วิษณุ
รักษ์สกุลกานต์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันป่าตอง
อาราธนาท่านครูบาเจ้าเข้ารับถวายการรักษา ณ
ตึกพิเศษโรงพยาบาลสันป่าตอง
หลังจากการตรวจดูอาการแล้วพบว่าท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ อาพาธด้วยโรคหัวใจ
และต่อมลูกหมากอักเสบจึงได้อาราธนาท่านเข้ารับถวายการรักษา
ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ถึงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๓
อาการอาพาธของท่านทุเลาลง จึงได้กลับมาพักรักษาสังขาร ณ
วัดร้องขุ้มสืบต่อไป รวมเวลาที่รับถวายการักษาที่โรงพยาบาล
๑๘ วัน
คณะแพทย์พยาบาลได้ติดตามมาตรวจสุขภาพของพระคุณท่านอยู่เป็นประจำ
อาการของพระคุณท่านก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ
จนกระทั่งได้มีการประชุมตกลงกันว่า วันที่ ๔ มิถุนายน
เป็นวันครบรอบวันเกิด ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
จะมีอายุครบ ๙๔ ปีเต็ม
ก็จะได้ทำบุญสืบชาตาดังเช่นที่ได้ปฏิบัติมาเป็นประจำทุกปี
คณะศรัทธาชาวบ้านอันมีพ่อหนานบุญเกตุ
มัคทายกวัดร้องขุ้มได้นำพานดอกไม้ธูปเทียนน้อมเข้าไปประเคนท่าน
เพื่อขออาราธนาให้ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
ดำรงขันธ์อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคณะศรัทธาสืบต่อไป
อาพาธครั้งที่สอง
สังขารขันธ์ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญโญ
เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยในชีวิต
ความต้านทานต่อโรคก็เริ่มลดน้อยถอยลง
หากแต่ดำรงอยู่ได้ด้วยบารมีธรรม และการเจริญฉันทธรรม
คือความพอใจในชีวิต ไม่ติดยึดในอุปทานขันธ์ มีอิทธิบาท ๔
ตามสมควรแก่ฐานานุรูป แต่ในที่สุดอาการอาพาธครั้งที่ ๒
ก็กลับมาอีกครั้ง
อันแสดงนิมิตรเครื่องหมายให้ปรากฏว่าขันธ์อันประชุมกันขึ้นมาเป็นรูปร่างที่สมมติว่าเป็นรูปของท่านพระครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ นั้นเริ่มมีความผิดปกติ
นับตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลในครั้งแรกจนกระทั่งถึงวันจันทร์
ที่ ๔ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ คณะภิกษุสงฆ์สามเณร
และคณะศรัทธาสาธุชนวัดร้องขุ้ม อันมีพระสิทธิพงษ์
สิทฺธิปญฺโญ เป็นประธาน ได้พร้อมใจกันจัดงานทำบุญ
อาราธนาพระสงฆ์เถรานุเถระมาประกอบพิธีสืบชาตาถวายแด่พระคุณท่านอย่างใหญ่โต
เจ้าคระสังฆาธิการทุกระดับชั้นอันมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระพุทธพจน์วราภรณ์
วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
เป็นประธานต่างเมตตารับอาราธนาร่วมในงานทำบุญโดยมิได้ขาดรูปใดรูปหนึ่ง
สาธุชนก็มาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากมาย
ผู้เขียนรับหน้าที่เป็นมัคนายกนำโอกาสเวนทาน เมือถึงเวลา
๐๙.๓๙ น.
คณะกรรมการจัดการได้ขึ้นไปกราบอาราธนาพระคุณท่านลงมาสืบชาตาท่านได้ถามคณะกรรมการวัดว่า
ทางวัดจัดงานอะไรหรือ คณะกรรมการก็กราบเรียนตอบว่า
จัดงานทำบุญสืบชาตาหลวงให้ท่านพระครูบาเจ้าครับ
ท่านก็กล่าวต่อไปอีกว่า
เอ จะสืบชาตาไปทำไม อายุก็ปานนี้แล้ว
อย่างไรก็คงอยู่ได้ไม่นาน
ท่านกล่าวประโยคนี้ซ้ำอยู่หลายครั้ง
แล้วก็นิ่งอยู่อาการดุษณียภาพผู้เขียนเองก็ได้ยินคำพูดที่ท่านกล่าวทั้งหมด
แต่เมื่อทุกคนเห็นท่านก็เข้าใจว่าท่านรับนิมนต์ด้วยอาการแห่งความสงบ
จึงได้อาราธนาท่านด้วยวิธียกทั้งรถเข็นนำท่านลงมายังพระวิหาร
ซึ่งประชาชนที่พบเห็นกลับเพิ่มความศรัทธาปสาทจิตขึ้นอย่างล้นพ้น
ต่างประนมมือเปล่งสาธุการขึ้นตลอดทาง
เมื่อนำท่านมานั่งอยู่เขตมณฑลพิธีโขงสืบชาตา
แวดล้อมด้วยเส้นด้ายรัตนชาลาข่ายแก้วทั้งปวงแล้วก็ให้ท่านจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและประกอบพิธีสืบชาตาต่อไปจนจบ
ต่อมาปรากฏว่าอาการอาพาธของพระคุณท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญโญ กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งเป็นการอาพาธครั้งใหญ่ ปรากฏดังบันทึกของพระสิทธิพงษ์
สิทฺธิปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดร้องขุ้ม รก.
กล่าวไว้ตามลำดับดังนี้
๑. วันที่ ๕ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๕
หลังจากที่บรรดาพระภิกษุสงฆ์สามเณรทำวัตรสวดมนต์เช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พระคูณท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ
ได้ให้โอวาทธรรมแก่พระภิกษุสามเณรทุกรูปว่า สังขารของท่าน
ณ บัดนี้ ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา
เราทั้งหลายเมื่อมีชีวิตอยู่ขอจงอย่าประมาท
หมั่นไหว้พระสวดมนต์ พิจารณาตนให้ดำรงมั่นอยู่ในศีลธรรม
พึงมีสติระลึกนึกรู้อยู่ตลอดเวลา
อย่าให้อำนาจของอุปกิเลศฝ่ายต่ำเข้ามาครอบงำ
จงควบคุมความโลภ ความโกรธ ความหลงให้จงดี
มีใจอันหนักแน่นประดุจแผ่นหินที่มั่นคง
มีเมตตาอารีต่อเพื่อนมนุษย์
มีจิตใจที่เยือกเย็นประดุจดังแม่น้ำ
ที่สำคัญจงอย่าประมาทในสิกขาบทวินัยของพระพุทธองค์
โอวาทานุศาสตร์ครั้งนี้แปลกนัก
ประดุจดังหลวงปู่จะบอกลางอย่างใดเป็นแน่แท้
เมื่อคณะศรัทธาสาธุชนมาทำบุญถวายภัตตาหารในตอนเช้า
พระภิกษุสามเณรทั้งปวงได้เล่าให้ญาติโยมฟัง
ดังนั้นในตอนสายหลังจากที่คณะศรัทธาญาติโยมทั้งหลายกลับไปรับประทานอาหารเช้าที่บ้านแล้ว
ได้พร้อมใจกันมาที่วัดอีกครั้งหนึ่ง พ่อหนานบุญเกตุ
มัคทายกวัดร้องขุ้ม ได้แต่งดาพานข้าวตอกดอกไม้
นิมนต์พระภิกษุสามเณรนำหน้าเข้าไปก่อนพร้อมด้วยคณะศรัทธาญาติโยม
วัดร้องขุ้ม
เข้าไปนั่งเรียบร้อยต่อหน้าท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ
ในกุฏิของท่าน ท่านก็ถามว่า
พ่อออกศรัทธามากันทำไมมากมายอย่างนี้
พ่อหนานบุญเกตุได้กราบเรียนตอบท่านว่า
ข้าเจ้าทั้งหลายตกแต่งดาขันข้าวตอกดอกไม้มาไหว้สา
ขอนิมนต์ท่านครูบาเจ้าเมตตาอยู่เป็นร่มบารมีธรรม
โผดผายศรัทธานาบุญ ต่ออีกให้ยาวนานเจ้า
จากนั้นก็ได้นำเอาขันข้าวตอกดอกไม้เข้าไปประเคนท่าน
ท่านครูบาก็รับเอาขันใบนั้นแล้วก็กล่าวว่า
ที่รับขันนิมนต์
ก็เพื่อให้แล้วยังกุศลเจตนาของท่านทั้งหลาย
กิจจะอันจักดำรงอยู่ไปได้นานหรือไม่นั้น
เป็นภาระหน้าที่ของสังขาร อยู่ได้ก็เป็นบุญ
หากอยู่บ่ได้ก็เป็นธรรมดาของสามัญอนิจจังทั้งหลาย
จุ่งอย่ายึดติดในเรื่องนี้
จุ่งพากันยึดเอาน้ำธรรมคำสอนเป็นสรณะที่พึ่งเทอะ
จากนั้นท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ
ก็ได้กล่าวโอวาทานุศาสน์
อบรมสั่งสอนศรัทธาตามกำลังอันจะทำได้
ในขณะนั้นกาลเวลาก็ได้ผ่านไปตามลำดับ
๒. วันที่ ๙ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
| |
 |
| |
พระอาจารย์สิทธิพงษ์
สิทฺธิปญโญ
เจ้าอาวาสวัดร้องขุ้มรูปปัจจุบัน |
หลังจากที่ฉันภัตตาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เวลาประมาณ
๑๐ นาฬิกาเศษ ท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ
บังเกิดอาการเหนื่อยหอบขึ้นมาโดยปัจจุบัน
คณะศิษยานุศิษย์ได้แจ้งให้โรงพยาบาลสันป่าตองทราบ
นายแพทย์พิษณุ รักษ์สกุลกานต์
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสันป่าตองได้ตรวจดูอาการแล้ว
เห็นสมควรให้นำส่งโรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่
เป็นการด่วน เมื่อรถพยาบาลมาพร้อมแล้ว
จึงได้นำท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ เข้ารับการรักษา ณ
หออภิบาลผู้ป่วย (ห้องไอซียู) โรงพยาบาลมหาราช
นครเชียงใหม่ เมื่ออาการค่อนข้างหายเป็นปกติแล้ว
ได้ย้ายพระคุณท่านมาพำนักอยู่ ณ ตึกศรัพัฒน์ ชั้น ๑๐
อันจัดถวายเป็นตึกโรงพยาบาลสงฆ์ ชั่วคราว
โดยอยู่ในความดูแลของคณะแพทย์พยาบาลอย่างใกล้ชิด
จนกระทั่งถึงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๔
อาการของท่านอยู่ในภาวะค่อนข้างปลอดภัยดีแล้ว
จึงได้ย้ายพระคุณท่านกลับมาพำนัก ณ
โรงพยาบาลสันป่าตองอีกครั้ง พำนักรับถวายการรักษาต่ออีก ๖
วัน จนกระทั่งถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔
พระคุณท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ ปรารภที่จะกลับวัด
เพื่อร่วมอุโบสถสังฆกรรมทำพิธีปวารณาออกพรรษาตามธรรมเนียมของวินัยสงฆ์
คณะแพทย์พยาบาลจึงได้แนะนำวิธีการปฐมพยาบาลถวายการรักษาในเวลาฉุกเฉิน
จนกระภิกษุสามเณรทุกรูปรับทราบและเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว
จึงได้จัดอุปกรณ์การแพทย์ที่สำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยแบบฉุกเฉินมาไว้ที่ห้องพักในกุฏิของท่าน
ที่วัดร้องขุ้มด้วย
เมื่อออกจากโรงพยาบาลครั้งนี้ท่านปรารภว่าอย่าได้นำท่านกลับไปรักษาอีกเลย
มันสร้างความลำบากใจให้กับบุคคลหลายฝ่าย
ขอให้ปล่อยไปตามสภาพของสังขารธรรมเถอะ
๓. วันที่ ๑๖ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๔
ก่อนที่พระคุณท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญฺโญ จะอาพาธในครั้งนี้ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๔
ท่านยังคงเป็นประธานลงอุโบสถสังฆกรรม
ทำพิธีรับและครองผ้ากฐินที่คุณโยมสุขเศรษฐ์ และคุณโยมชิยา
นำมาทอดถวายได้อยู่ พอถึงวันที่ ๙ ตุลาคม
ทางโรงพยาบาลสันป่าตองได้มารับพระคุณท่านกลับไป
ถวายการตรวจรักษาอีกครั้ง
ท่านได้พำนักอยู่ที่โรงพยาบาลสันป่าตองจนกระทั่งถึงวันที่
๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ คณะแพทย์ที่ถวายการรักษาลงความเห็นว่า
อาการของท่านน่าจะได้รับการรักษาจากสถานพยาบาลที่มีอุปกรณ์พร้อม
จึงได้ส่งพระคุณท่านขึ้นไปที่โรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่
ขณะที่รถพยาบาลนำท่านมาใกล้จะถึงที่ว่าการอำเภอหางดงอาการของท่านทรุดหนัก
จึงได้แวะพักปฐมพยาบาล ณ โรงพยาบาลหางดงประมาณชั่วโมงกว่า
จึงได้ส่งต่อไปยังโณงพยาบาลมหาราช จากการตรวจอาการพบว่า
ปอดของท่านเริ่มทำงานไม่ปรกติ
ประกอบกับโรคหัวใจที่เป็นอยู่
และความชราภาพจึงทำให้ภูมิต้านทานต่ำลงไปตามลำดับอายุกาล
จึงนิมนต์เข้าพักรักษาตัว ณ หออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ห้องไอซียู)
ชั้น ๒ อาคารสุจิณโณ เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว
ได้นิมนต์เข้าพัก ณ โรงพยาบาลสงฆ์ภายในตึกศรีพัฒน์
ถึงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ อาการของท่านดีขึ้นตามลำดับ
จึงได้ส่งกลับมาพักรักษาตัว ณ
โณงพยาบาลสันป่าตองอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๓
มกราคม ๒๕๔๕ เวลาประมาณ ๒๐ นาฬิกาเศษ
พระคุณท่านครูบาเจ้าบุญปั๋นมีอาการเหนื่อยหอบอย่างรุนแรง
คณะแพทย์ได้นำพระคุณท่านเข้าไปยังหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ห้องไอซียู)
เพื่อถวายการรักษาอย่างเต็มความสามารถ
๔. วันที่ ๑๖ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ระบบการทำงานของหัวใจของท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ
เป็นไปไม่ปรกติ
มีอาการที่แสดงให้เห็นว่าสภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะดำรงขันธ์ต่อไป
คณะแพทย์พยาบาลที่ถวายการรักษาพยาบาลปรึกษาหารือกับบรรดาพระสงฆ์
สามเณร และศิษยานุศิษย์ของท่านครูบาเจ้าบุญปั๋นแล้ว
ลงความเห็นพ้องต้องกันว่า
ควรอาราธนาพระคุณท่านกลับไปวัดร้องขุ้มจะเป็นการดำที่สุด
เพื่อให้เป็นไปตามเจตนาปรารภที่ท่านเคยกล่าวว่าการละสังขารนั้นควรให้เป็นไปที่วัด
มรณกาลอวสานแห่งรูปขันธ์
เวลา ๑๓.๐๐ น. จึงได้อาราธนาท่านกลับมาวัดร้องขุ้ม
โดยได้นิมนต์ท่านเข้าไปในพระวิหาร บรรดาเจ้าคณะพระสังฆาธิการ
ภิกษุ สามเณร และคณะศรัทธาประชาชน ศิษยานุศิษย์ที่ได้รับทราบข่าวนี้
ต่างพากันมารอรับท่าน
และนั่งแวดล้อมเฝ้าดูอาการของด้านด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่า
ปาฏิหารย์จะช่วยเหลือให้ร่มโพธิ์ร่มไทรต้นนี้กลับคืนมาปกห่มวัดแลบ้านร้องขุ้มอีกครั้ง
แต่ความหวังนั้นก็ช่างลางเลือนยิ่งนัก
เวลา ๑๖.๐๐ น. ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่
อันมีพระเดชพระคุณพระครูขันตยาภรณ์ (ครูบาคำ ขนฺติโก)
ที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอสันป่าตอง
สำนักปฏิบัติธรรมสุสานไตรลักษณ์ อำเภอแม่วาง พระครูธรรมชยาภรณ์
(ครูบาคำ ติสฺสวณฺโณ) รองเจ้าคณะอำเภอสันป่าตอง วัดธรรมชัย
พร้อมด้วย เจ้าคณะพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลบ้านแมทุกวัด
ได้เมตตาเดินทางมาพร้อมกันเพื่อเฝ้าดูอาการของท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญฺโญ พร้อมกับศรัทธาวัดร้องขุ้มทุกคน ท่านพระครูขันตยาภรณ์
ได้เมตตาท่องบทปลงสังขารให้ท่านครูบาเจ้าฟัง
บรรยากาศในขณะนั้นเป็นเวลาพบลค่ำของฤดูหนาว
ความหนาวเย็นของมวลอากาศและความเงียบได้ปกคลุมไปทั่ววัดร้องขุ้ม
ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงนกร้อง
คงมีเพียงแต่เสียงท่องบ่นคาถาภาษาบาลี
อันเป็นบทปลงอายุสังขารที่ท่านพระครูขันตยาภรณ์ ท่องเบาๆ
ที่ใกล้หูของท่านครูบาเจ้า
ร่างกายของท่านดูจะพร้อมรับกับการพักผ่อนตลอดกาล
ลมหายใจค่อยๆ ผ่อนเข้าออกอย่างเป็นระบบ
มีเสียงภาวนาพุทธคุณเบาๆ จากท่านครูบา
ด้วยญาณการหยั่งรู้ของพระสงฆ์ผู้เป็นพระสุปฏิบันโนที่ทราบวาระจิตของแต่ละท่าน
พระเดชพระคุณพระครูขันตยาภรณ์ (ครูบาคำ ขนฺติโก)
ได้ยกลูกประคำของท่านครูบาขึ้นอธิษฐานแล้วคล้องถวายที่ข้อมือท่าน
จากนั้นลมอัสสาสะปัสสาสะค่อยผ่อนลงทีละน้อยจนกระทั่งสงบแน่นิ่งไปในที่สุด
พระคุณท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ
ได้ละสังขารขันธ์ถึงแก่มรณภาพลงเมื่อเวลา ๑๘.๐๙ นาฬิกา
ด้วยอาการที่สงบในภวังค์แห่งสมาธิจิตอันเที่ยงตรง
เสียงระฆังกังสดาลดังขึ้นไปทั่ววัดร้องขุ้ม
กัลยาณชนทั้งหลายอันมีพระภิกษุสามเณร ศรัทธาประชาชน และศิษยานุศิษย์ทั้งปวง
ผู้มีจิตใจอันหวั่นไหวต่อเหตุการณ์มิอาจกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจไว้ได้
แต่ทุกท่านก็ทราบดีว่า
ท่านครูบาเจ้าไปสู่สุคติด้วยอำนาจของกุศลจริยาสัมมาปฏิบัติของท่านเป็นแน่แท้
เมื่อประครองสติได้
ทุท่านก็ได้พากันทำพิธีกราบขอขมาท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญฺโญ ตามขนบธรรมเนียมของล้านนาไทย
และพากันนอนเฝ้าสรีระของท่านตลอดคืน
แม้อากาศจะหนาวเย็นแต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่นแห่งบารมีธรรม
ที่ท่านครูบายังแผ่มาสู่ศิษยานุศิษย์อยู่ตลอดเวลา
ณ บัดนี้สังขารขันธ์อันประกอบด้วย รูป
เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ของครูบาเจ้าบุญปั๋น
ธมฺมปญฺโญ ได้แตกดับลงตามกาลเวลา สิริรวมอายุได้ ๙๕ ปี
พรรษา ๖๘ สิ่งยังเหลือไว้คือเกียรติคุณ อันเป็นกุศลธรรม
คุณงามความดีที่พระคุณท่านได้บำเพ็ญมาตลอด
เป็นประดุจดังอนุสาวรีย์ ที่ระลึกนึกถึงพระคุณท่านที่บรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งปวงจักเทิดทูนไว้
แล้วนำมาเป็นประทีปส่องทางเดิน
ดำเนินชีวิตตามแนวคำสอนของพระพุทธศาสนาสืบต่อไป

        
|